Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2511/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประกาศประกวดราคาเช่าสะพานท่าเทียบเรือของจำเลยที่1เป็นเพียงคำเชิญให้ทำคำเสนอโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดประสงค์จะเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่1มีหนังสือถึงจำเลยที่1ให้จำเลยที่1ทำสัญญาเช่าหนังสือดังกล่าวเป็นคำเสนอของโจทก์แต่จำเลยที่1ขอเลื่อนการทำสัญญาออกไปหนังสือของจำเลยที่1จึงเป็นคำสนองอันมีข้อความเพิ่มเติมมีข้อจำกัดหรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วยเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอบางส่วนของโจทก์ทั้งเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ด้วยในตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา359วรรคสองต่อมาโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่1ให้ทำสัญญาเช่าภายใน7วันหากทำสัญญาเช่าไม่ได้ให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาทันทีนับแต่วันครบกำหนดและต้องคืนเงินค่าประจำซองในการประมูลพร้อมค่าเสียหายให้โจทก์จำเลยที่1มีหนังสือถึงโจทก์ให้โจทก์ไปทำสัญญากับจำเลยที่1ภายใน15วันซึ่งโจทก์ยืนยันไม่ประสงค์จะเข้าทำสัญญากับจำเลยที่1อีกต่อไปเห็นได้ว่าการแสดงเจตนาระหว่างโจทก์กับจำเลยที1จะต้องบังคับให้เป็นไปตามเจตนาทำนิติกรรมสองฝ่ายเมื่อสัญญาเกิดขึ้นไม่ได้เพราะขาดความตกลงกันความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1ย่อมสิ้นสุดลงจำเลยที่1ต้องคืนเงินประจำซองให้โจทก์จำเลยที่2และที่3ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประมูลราคาจึงไม่ต้องมีส่วนร่วมในการคืนเงินด้วยและเมื่อยังไม่มีสัญญาเช่าต่อกันจำเลยที่1ก็ยังไม่มีความผูกพันตามสัญญาเช่าให้โจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่1ใช้ค่าเสียหาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าประกันซองประกวดราคา 300,000 บาท แก่โจทก์ และร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหาย 377,581.37 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 377,581.37 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะได้ชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์ไม่ยอมเข้าทำสัญญาเช่าเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำเอาสะพานท่าเทียบเรือสุขาภิบาลแหลมงอบไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงได้ สำหรับเงินประกันซองจำนวน 30,000 บาท นั้นโจทก์เข้าประมูลโดยสมัครใจ จึงไม่เสียหายแต่อย่างใด โจทก์ขอดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประเด็นแห่งคดีจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาพิพากษายืนศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสามต้องคืนเงินค่าประกันซองจำนวน 300,000 บาท ในการประกวดราคาและค่าเสียหายให้โจทก์เนื่องจากการที่จำเลยทั้งสามเลื่อนการทำสัญญาเช่าที่โจทก์ชนะในการประมูลการเช่าท่าเทียบเรือสุขาภิบาลแหลมงอบได้นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมิได้มีการทำสัญญาเช่าต่อกัน เงินจำนวน300,000 บาท ที่โจทก์ขอคืนนั้นเป็นเงินที่โจทก์ได้วางประกันซองที่โจทก์ยื่นซองประกวดราคาตามประกาศของจำเลยที่ 1 เรื่องประกวดราคาเช่าสะพานท่าเทียบเรือตามประกาศลงวันที่ 24 ตุลาคม 2527ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลแหลมงอบ เงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะประกวดราคามี 9 ข้อ ตามเอกสารหมาย จ.2และผู้ประสงค์จะประกวดราคาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของจำเลยที่ 1ฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2527 ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 23 ทุกประการเพื่อให้การเช่าสะพานท่าเทียบเรือสุขาภิบาลแหลมงอบได้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามหนังสือจังหวัดที่

ตร.0016/12586 ลงวันที่1 กันยายน 2527 และหลักเกณฑ์อื่นใดที่ขัดแย้งกับหลักเกณฑ์ข้อ 1ถึงข้อ 23 ให้ยกเลิก โจทก์ได้ยื่นหนังสือใบเสนอการประกวดราคาเช่าสะพานท่าเทียบเรือสุขาภิบาลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2527 ไว้ว่า โจทก์ทราบหลักเกณฑ์ฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2527 ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 23 แล้วทุกประการซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ประกาศลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2527 ว่า การยืนซองประกวดราคาได้เสร็จสิ้นแล้วเป็นอันว่าโจทก์เสนอราคาสูงสุด โจทก์ได้เป็นผู้เช่าสะพานท่าเทียบเรือสุขาภิบาลแหลมงอบเพื่อดำเนินกิจการต่อไป โจทก์จึงมีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.10 ลงวันที่23 พฤศจิกายน 2527 ถึงจำเลยที่ 1 ว่า ตามประกาศลงวันที่24 ตุลาคม 2527 ในข้อ 7 ระบุว่า

ผู้ประกวดราคาได้จะต้องทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 ภายใน 15 วัน หากไม่ทำสัญญาเช่าภายในกำหนดจะริบเงินประกันซองทันที และจะถือว่าเป็นผู้ละทิ้งงานด้วยซึ่งวันที่ 23 พฤศจิกายน 2527 เป็นวันครบกำหนด 15 วัน จึงได้มาพบจำเลยที่ 1 เพื่อทำสัญญาตามที่ระบุไว้ในประกาศ จำเลยที่ 2ได้ลงชื่อเป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลแหลมงอบ ตามเอกสารหมายล.11 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2527 ถึงโจทก์ว่า ตามที่จำเลยที่ 1ได้ประกาศประกวดราคาเช่าสะพานท่าเทียบเรือและเปิดซองประกวดราคาไปแล้วนั้น ซึ่งกำหนดให้ผู้ยื่นซองประกวดราคาได้ทำสัญญาภายใน15 วัน นั้น ขณะนี้จำเลยที่ 1 จำเป็นต้องเลื่อนการทำสัญญาออกไปเนื่องจากได้ส่งร่างสัญญาให้พนักงานอัยการจังหวัดตราดพิจารณาขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งมาจึงขอเลื่อนการทำสัญญาออกไป เมื่อได้รับร่างสัญญาจากพนักงานอัยการจังหวัดตราดเมื่อใด จำเลยที่ 1จะแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไป ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือตามเอกสารหมายล.11 ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2527

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนการทำสัญญาโดยไม่มีกำหนดเวลาจะมีอำนาจตามกฎหมายในอันที่จะบังคับโจทก์ได้เพียงใดได้ต่อไปศาลฎีกาเห็นว่า ตามประกาศของสุขาภิบาลแหลมงอบตามเอกสารหมายล.1 ข้อ 7 จำเลยที่ 1 จะริบเงินประจำซองในการที่จำเลยที่ 1ขอเลื่อนการทำสัญญาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2527 จำนวน30,000 บาท ของโจทก์ไม่ได้และจะถือว่าโจทก์เป็นผู้ละทิ้งงานก็ไม่ได้ เพราะโจทก์ขอทำสัญญาเช่าแล้วแต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายขอเลื่อนเอง ที่จำเลยที่ 1 ใช้หลักเกณฑ์ตามเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 21ว่าในวันทำสัญญาผู้เช่าจะต้องนำเงินค่าเช่าจำนวนไม่ต่ำกว่า300,000 บาท ชำระล่วงหน้า 1 ปี พร้อมทั้งนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารใดธนาคารหนึ่งมาวางเป็นประกันสัญญาจำนวน 1,000,000 บาทและในปีต่อไปให้ผู้เช่านำเงินค่าเช่ามาชำระภายในเดือนตุลาคมของทุกปี ในกรณีผู้เช่าไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือละทิ้งไม่ดำเนินกิจการเป็นเวลาเกินกว่า 1 เดือน

สุขาภิบาลมีอำนาจหน้าที่จะบอกเลิกสัญญาและริบเงินประกันสัญญาแล้วแต่กรณี และข้อ 23 ว่าในการประกวดราคาครั้งนี้สำนักงานสุขาภิบาลแหลมงอบทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเลือกหรืองดให้เช่าต่อผู้ประกวดราคารายใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเสมอไปหรือจะยกเลิกการประกวดราคาเสียทั้งหมดก็ได้ เพื่อประโยชน์ของทางราชการ

ศาลฎีกาเห็นว่าคำเสนอคือการแสดงเจตนาชนิดที่ต้องมีผู้รับ โดยฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาไปมีเนื้อความชัดเจนแน่นอนเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำสัญญาด้วย คำเสนอนั้นต้องมีข้อความชัดเจนแน่นอน ซึ่งเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งสนองรับแล้วทำให้เกิดสัญญาขึ้นได้ทันที คำเสนอจะต้องเสนอต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งตามประกาศของจำเลยที่ 1ก็เป็นเรื่องประกวดราคาเช่าโดยมีข้อ 9 ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายว่าการประกวดราคาครั้งนี้สำนักงานสุขาภิบาลแหลมงอบทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเลือกหรืองดให้เช่าผู้ประกวดราคารายใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเสมอไป หรือจะยกเลิกการประกวดราคาเสียทั้งหมดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ตามประกาศข้อ 9 นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า มีความหมายว่าเมื่อมีผู้เข้าประกวดราคาได้แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิยกเลิกการประกวดราคาได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องผูกพันประกาศตามเอกสารหมาย จ.2 จึงไม่เป็นคำเสนอของจำเลยที่ 1 คงเป็นเพียงคำเชิญให้ทำคำเสนอเท่านั้นและจำเลยทั้งสามก็ยอมรับในคำแก้ฎีกาไว้แล้วว่าเป็นหนังสือเชิญชวนส่วนหนังสือของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.4 เป็นคำเสนอของโจทก์ที่ประสงค์จะเข้าทำสัญญาเช่า ซึ่งขึ้นอยู่ที่จำเลยที่ 1 จะสนองตอบอย่างไรก็ได้ สำหรับหนังสือที่โจทก์มีถึงจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมายล.10 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2527 ก็เพื่อเป็นหลักฐานผูกพันให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าแต่จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนการทำสัญญา ดังนี้ศาลฎีกาเห็นว่า หนังสือที่จำเลยที่ 1 มีถึงโจทก์ตามเอกสารหมายล.11 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2527 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงคำสนองของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ทำให้เกิดสัญญาเช่าขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2527 ส่วนข้อความที่จำเลยที่ 1 ว่า

จำเลยที่ 1 จำเป็นต้องเลื่อนการทำสัญญาออกไป เนื่องจากได้ส่งร่างสัญญาให้พนักงานอัยการจังหวัดตราดพิจารณาขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งมาจึงขอเลื่อนการทำสัญญาออกไป เมื่อได้รับร่างสัญญาจากพนักงานอัยการจังหวัดตราดเมื่อใด จำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ได้ทราบต่อไปดังนั้นหนังสือดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคำสนองอันมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัดหรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วย ซึ่งถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอบางส่วนของโจทก์ ทั้งเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ด้วยในตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 359 วรรคสองเหตุการณ์ต่อจากวันที่ 23 พฤศจิกายน 2527 มีข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.13 ลงวันที่ 15 ธันวาคม2527 ว่า

โจทก์ได้ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้เช่าสะพานท่าเทียบเรือแหลมงอบจากกระทรวงการคลังตามสัญญาเช่าลงวันที่ 13 กันยายน2527 ซึ่งตามสัญญาเช่าดังกล่าวข้อ 9 ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้เช่าจะนำทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าช่วงมิได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า ดังนั้น โจทก์จะเข้าทำสัญญาเช่าสะพานท่าเทียบเรือกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากกระทรวงการคลังอนุญาตให้จำเลยที่ 1ให้เช่าช่วงได้แล้วเสียก่อน จึงจะมาทำสัญญาต่อไปได้ และต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2528 โจทก์มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.20ถึงจำเลยที่ 1 ให้ทำสัญญาเช่าภายใน 7 วัน หากทำสัญญาเช่าไม่ได้ให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาทันทีนับแต่วันครบกำหนด และต้องคืนเงินค่าประกันซองในการประมูลจำนวน 300,000 บาท

พร้อมค่าเสียหายต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2528 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.23 ว่า ตามหนังสือของโจทก์ลงวันที่ 15 ธันวาคม2527 ที่โจทก์แจ้งให้ทราบว่า โจทก์จะเข้าทำสัญญาเช่าเมื่อได้รับความยินยอมจากกระทรวงการคลังอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ให้เช่าช่วงได้นั้น บัดนี้จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังแล้วจึงให้โจทก์ไปทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ภายใน 15 วัน ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2528 ตามเอกสารหมาย ล.25 ถึงจำเลยที่ 1 ว่า ได้บอกเลิกสัญญาไปแล้วตามหนังสือฉบับลงวันที่15 กุมภาพันธ์ 2528 และขอยืนยันว่าไม่ประสงค์จะเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ขอให้คืนเงินพร้อมค่าเสียหายภายใน 15 วันศาลฎีกาเห็นว่า

การแสดงเจตนาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องบังคับให้เป็นไปตามเจตนาทำนิติกรรมสองฝ่าย เมื่อสัญญาเกิดขึ้นไม่ได้เพราะขาดความตกลงกันความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ย่อมสิ้นสุด จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินจำนวน 300,000 บาท ให้โจทก์เพราะเป็นผู้ประกาศประกวดราคาเช่าสะพานท่าเทียบเรือสุขาภิบาลแหลมงอบและเป็นผู้รับเงินประกันซองจำนวน 300,000 บาท ไว้โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประมูลราคาจึงไม่ต้องมีส่วนร่วมในการคืนเงินด้วยและโจทก์กับจำเลยที่ 1มิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ จึงให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องนั้น เมื่อยังไม่มีสัญญาเช่าต่อกัน จำเลยที่ 1 ก็ยังไม่มีความผูกพันตามสัญญาเช่าให้โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1ใช้ค่าเสียหาย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าประกันซองประกวดราคา จำนวน 300,000 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าได้ชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระจิต ไชยาคำ · พรชัย สมรรถเวช · สถิตย์ สิทธิลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้