Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรมพิธีการทูตจำเลยที่ 2 ปล่อยปละละเลย ย่อหย่อน ไม่ควบคุมการใช้รถให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ จนจำเลยที่ 1 เคยนำรถไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนเอง รวมทั้งสามารถนำรถออกไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวโดยพลการทั้งที่ขัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์การใช้รถราชการ เข้าลักษณะที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถอันเป็นหน้าที่ของพนักงานขับรถได้แม้เป็นเวลานอกราชการการ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปเฉี่ยวชนจนทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยประมาท จึงถือได้ว่าเป็นผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกติโดยหลังเกิดเหตุภายหลังการรักษาทำให้ขาข้างขวาสั้นกว่าขาข้างซ้าย ถือว่าเป็นความเสียหายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2546 เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา ขณะโจทก์ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน นธว กรุงเทพมหานคร 836 มีนายวิฑูรย์ เป็นเป็นผู้ขับมาตามถนนซอยเทศบาลสำโรงใต้ 11 (ซอยร่มประดู่) จากท้ายซอยไปยังปากซอย เมื่อมาถึงบริเวณกลางซอย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ษ-9204 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างหรือในกิจการงานของจำเลยที่ 2 แล่นสวนทางมาด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถจักยานยนต์คันที่โจทก์นั่งซ้อนท้ายเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว จาการเฉี่ยวชนทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาขวาหัก

ไม่สามารถประกอบการงานตามปกติเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนเกิดเหตุโจทก์ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด มีรายได้เดือนละ 7,000 บาท จึงขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 รวมเป็นเงิน 21,000 บาท ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท และเมื่อแผลหายดีแล้วจะต้องผ่าตัดนำเหล็กที่ดามขาขวาออก โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท และจากการที่ถูกจำเลยที่ 1 ขับรถเฉี่ยวชนทำให้โจทก์ต้องทุพลภาพไม่สามารถเดินหรือทำงานเยี่ยงบุคคลทั่วไปได้ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 351,000 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือตัวการต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าว กับดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องรวมจำนวน 372,937.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 351,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชั้นตรวจฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ษ-9204 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แต่นำไปใช้เพื่อกิจธุระของจำเลยที่ 1 โดยพลการ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 301,677 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2547 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 3,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2546 เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ษ - 9204 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน นธว กรุงเทพมหานคร 836 ซึ่งมีนายวิฑูรย์ เป็นผู้ขับ และมีโจทก์นั่งซ้อนท้ายที่บริเวณถนนซอยเทศบาลสำโรงใต้ 11 (ซอยร่มประดู่) ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้โจทก์รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าพยานจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าในวันเกิดเหตุไม่มีการส่งเอกสารที่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์

จำเลยที่ 1 นำรถไปใช้โดยพลการจึงไม่ใช่การกระทำในทางการที่จ้างหรือโดยฐานการเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 หรือในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์เบิกความว่า ในระหว่างที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถไปปฏิบัติราชการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุได้ขออนุญาตใช้รถยนต์จากนายชูชัย ซึ่งเป็นหัวหน้ามีหน้าที่จัดพนักงานขับรถไปส่งเอกสาร เก็บรักษากุญแจรถ และดูแลรักษารถยนต์ในหมวดยานพาหนะทั้งหมดเพื่อไปส่งเอกสารด่วนให้แก่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์

เนื่องจากส่งในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2546 ไม่ทัน หลังจากส่งเอกสารแล้วจึงขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดสมุทรปราการ และเกิดเหตุในระหว่างนำรถยนต์กลับไปเก็บที่หมวดยานพาหนะ สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับอนุญาตให้ใช้รถยนต์จากนายชูชัยนั้น ได้ความจากนายชูชัยซึ่งมีตำแหน่งหัวหน้าหมวดยานพาหนะกองการพัสดุ กระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลรถยนต์ส่วนกลางของกระทรวงการต่างประเทศว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 อยู่ในความดูแลของเลขานุการกรมพิธีการฑูต การนำรถของจำเลยที่ 2 ไปใช้ไม่ต้องขออนุญาตจากพยาน และพยานไม่ได้ไปทำงานในวันที่ 19 เมษายน 2546 นอกจากนี้ยังได้ความตามที่นางสาวสดใส เจ้าหน้าที่ธุรการ ซึ่งควบคุมการส่งเอกสารของจำเลยที่ 2 และนางพิมพ์นิภา

เจ้าหน้าที่งานสารบรรณมีหน้าที่ออกเลขที่หนังสือออกของกองรับรอง สังกัดจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันตรงกันว่า ในช่วงวันที่ 17 และ 18 เมษายน 2546 ไม่มีการออกหนังสือเพื่อส่งไปที่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำรถยนต์ออกไปส่งเอกสารจริงตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการใช้รถอย่างเคร่งครัดตลอดมา การที่จำเลยที่ 1 นำรถออกไปใช้โดยพลการจะถือเป็นการปล่อยปละละเลยอันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวมณฑา เลขานุการกรมพิธีการทูต พยานจำเลยที่ 2 ว่า ตามระเบียบการใช้รถราชการจะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร

รวมถึงกรณีที่นำรถไปส่งข้าราชการร่วมประชุมจะต้องมีแบบพิมพ์การขออนุมัติการใช้รถจากพยานหรือนางสาวสุชาดา เจ้าหน้าที่ธุรการซึ่งได้รับมอบหมายจากพยาน แต่สำหรับการนำรถออกไปส่งเอกสารมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานโดยพนักงานขับรถจะเป็นผู้ตรวจตะแกรงใส่เอกสารที่จะต้องจัดส่งแล้วลงทะเบียนเป็นหลักฐานก่อนนำเอกสารไปส่งโดยไม่จำต้องขออนุญาตใช้รถเป็นลายลักษณ์อักษรอีก และได้ความจากนางสาวสุชาดา พยานจำเลยที่ 2 อีกปากหนึ่งว่า อำนาจในการอนุญาตนำรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปใช้เป็นของนางสาวมณฑาแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ไม่เคยขออนุญาตใช้รถจากพยาน แต่จำเลยที่ 1 สามารถนำรถออกไปส่งเอกสารโดยไม่ต้องขออนุญาตจากบุคคลใด ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์เกี่ยวกับการควบคุมดูแลการใช้รถคันเกิดเหตุแล้ว

นางสาวสุชาดาเบิกความว่า นายชูชัยเป็นผู้เก็บรักษากุญแจรถ แต่กลับได้ความดังกล่าวข้างต้นแล้วว่านายชูชัยเป็นข้าราชการคนละสังกัดกับจำเลยที่ 1 และไม่ได้อยู่ในสังกัดจำเลยที่ 2 ส่วนนางสาวมณฑาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก็เบิกความเพียงว่า กุญแจรถยนต์คันเกิดเหตุจะต้องเก็บไว้ที่ตู้ของหมวดยานพาหนะ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ดูแลตู้เก็บกุญแจ ไม่ทราบว่าพนักงานขับรถที่ไปรับกุญแจจะต้องขออนุญาตจากผู้รับผิดชอบตู้ใส่กุญแจหรือไม่ นอกจากนี้ที่นางสาวมณฑาทราบถึงเหตุรถชนคดีนี้ก็เนื่องจากได้ทราบจากหนังสือสำนักงานเขตสาทรที่มีถึงอธิบดีกรมการต่างประเทศ (ที่ถูก กรมพิธีการทูต) ตามเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งหนังสือฉบับดังกล่าวปรากฏข้อความลงรับวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ร้องเรียนกรณีที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนโจทก์ซึ่งเป็นบุตรลูกจ้างสำนักงานเขตสาทรได้รับบาดเจ็บเห็นได้ว่าการที่นางสาวมณฑาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการควบคุมการใช้รถ แต่กลับไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเก็บรักษากุญแจรถ

การทราบเหตุคดีนี้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2546 ก็เพิ่งทราบจากการที่มีหนังสือร้องเรียน ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 นำสืบได้ความด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำรถไปซ่อมแซมภายหลังเกิดเหตุจากเหตุรถชนคดีนี้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยังเบิกความอีกว่า จำเลยที่ 1 เคยนำรถคันเกิดเหตุไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนประมาณ 10 ครั้ง จากพฤติการณ์ที่นางสาวมณฑาผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในการใช้รถบางกรณีไม่จำต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเนื่องจากถือปฏิบัติกันมาช้านานก็ดี จำเลยที่ 1 ไม่เคยขออนุญาตใช้รถจากนางสาวสุชาดาซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อนุญาตใช้รถจากนางสาวมณฑาก็ดี นางสาวมณฑาไม่ทราบตัวผู้รับผิดชอบเก็บรักษากุญแจรถคันเกิดเหตุ

รวมทั้งไม่ทราบเหตุรถชนที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีการร้องเรียนไปที่จำเลยที่ 2 ก็ดี เหล่านี้ย่อมเห็นได้ว่ามีการปล่อยปละละเลย ย่อหย่อนไม่ควบคุมการใช้รถให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ จนจำเลยที่ 1 เคยนำรถคันเกิดเหตุไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนเอง รวมทั้งสามารถนำรถออกไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวโดยพลการทั้งที่ขัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์การใช้รถราชการดังกล่าว เข้าลักษณะที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถคันเกิดเหตุอันเป็นหน้าที่ของพนักงานขับรถได้แม้เป็นเวลานอกราชการ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปเฉี่ยวชนจนทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยประมาท จึงถือได้ว่าเป็นผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาที่ควบคุมดูแลรถของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนจำเลยที่ 2 อธิบดีกรมพิธีการฑูตไม่มีส่วนรู้เห็นการใช้รถของจำเลยที่ 1 การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะถือว่าจำเลยที่ 2 ปล่อยปละละเลยด้วยไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้วกระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ไม่ว่าอธิบดีกรมพิธีการฑูตจะรู้เห็นการใช้รถของจำเลยที่ 1 ตามที่ยกขึ้นฎีกาหรือไม่ ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นประการต่อไปว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด สำหรับปัญหานี้จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์นั้นสูงเกินไป เห็นว่า ในส่วนค่ารักษาพยาบาลโจทก์นำสืบโดยมีใบเสร็จรับเงิน เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 มาแสดง ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร หรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นกรณีจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปเป็นเงินรวม 61,677 บาท ในส่วนค่าขาดประโยชน์ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 ขับรถเฉี่ยวชนต้องพักรักษาตัวและกว่าจะเดินได้ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน การที่โจทก์ต้องพักรักษาตัวดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำงาน ซึ่งได้ความว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย

จำกัด ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงิน 10,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ในส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ในการรักษาอาการอันเกิดจากกระดูกต้นขาขวาของโจทก์หักนั้นจะต้องใช้เหล็กดามกระดูกไว้ ซึ่งการใช้เหล็กดามกระดูกดังกล่าวแม้จะได้ความจากพยานจำเลยที่ 2 ปากนายแพทย์สมศักดิ์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ว่า เมื่อบาดแผลหายแล้ว หากไม่เกิดผลข้างเคียงก็ไม่จำต้องผ่าเอาหล็กที่ดามกระดูกออกก็ตาม แต่การจะผ่าตัดเหล็กที่ดามไว้ซึ่งถือได้ว่าเป็นของแปลกปลอมอย่างหนึ่งในร่างกายออกหรือไม่ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ และย่อมเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนว่าในอนาคตเหล็กที่ดามไว้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อโจทก์หรือไม่

โจทก์จึงย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ สำหรับจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้นั้น ก็ได้ความจากนายแพทย์สมศักดิ์เบิกความว่า หากไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000 บาท ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 30,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าเสียหายอันเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกตินั้น โจทก์เบิกความว่า ภายหลังการตรวจรักษาโจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกติโดยหลังเกิดเหตุภายหลังการรักษาทำให้ขาข้างขวาสั้นกว่าขาข้างซ้าย ข้อนี้แม้นายแพทย์สมศักดิ์พยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่าการรักษากระดูกนั้นหากกระดูดติดดีและมีการฟื้นฟูสมรรถนะกล้ามเนื้อดีจะเดินได้อย่างคนปกติ

เห็นว่า นายแพทย์สมศักดิ์เบิกความถึงกรณีผ่าตัดนำเหล็กดามกระดูกออกว่าไม่จำเป็น แต่อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากโลหะดามหัก หลวมหรือทำอันตรายเนื้อเยื่อข้างเคียงนั้น ทำให้เห็นได้ว่าการรักษาอาการของโจทก์ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ และต้องขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูสมรรถนะกล้ามเนื้อด้วย ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าโจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกติอันเป็นความเสียหายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นประการสุดท้ายว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลจะมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (6) ก็ตาม แต่การที่จะใช้อำนาจเช่นนั้นศาลจะต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการต่อสู้ความหรือการดำเนินคดีของจำเลยที่ 2 ด้วย สำหรับคดีนี้ เห็นว่า ข้อที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ล้วนแต่เป็นประเด็นโดยตรงและเป็นสาระแก่คดี ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ได้รับวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้มาตลอด

หาได้มีข้อเท็จจริงใดที่ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการดำเนินคดีหรือประวิงการชำระหนี้ไม่ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 19 เมษายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้