Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2556/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้สัญญาเช่าซื้อระบุชัดแจ้งว่า ผู้เช่าซื้อจะต้อง ชำระเงินตาม ที่กำหนดไว้ในรายการ แต่ ปรากฏว่าเมื่อจำเลยผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อเกินกำหนดเวลาทุกงวด โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ ก็ยอมรับโดย มิได้ทักท้วงและออกใบเสร็จรับเงินระบุเป็นการ ชำระ ค่าเช่าซื้องวดที่ค้างชำระ จึงถือ ได้ ว่าคู่สัญญามิได้ ถือ เอากำหนดเวลาชำระเป็นสำคัญแต่ ถือ เอา การชำระตาม งวดเป็น ข้อสำคัญ แต่ จำเลยมิได้ชำระค่างวด 5 งวดติดต่อ กัน จึงเป็น การ ค้าง ชำระติดต่อ กันเกิน 2 งวดแล้ว อันเป็นการผิดสัญญาใน ข้อสำคัญ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2525 จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์กระบะดีเซลหมายเลขทะเบียน 4ย-1107 ของโจทก์ในราคา 188,180 บาท (ที่ถูก 178,180 บาท) กำหนดชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 4,950 บาท เป็นเวลา 36 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15กันยายน 2525 หากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามงวดที่กำหนด ยอมชำระเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายและหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกัน ยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที และส่งมอบรถยนต์คันเช่าซื้อคืนโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง โดยมีจำเลยที่ 2เข้าทำสัญญาค้ำประกัน ยอมชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนจำเลยที่ 1 ได้ผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม2526 ถึงเดือนเมษายน 2527 รวม 5 งวด

ต้องเสียเบี้ยปรับร้อยละ 21ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตามสัญญา นับแต่วันที่ 15 เมษายน 2527 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,107.48 บาท โจทก์ได้ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2527 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ 26,857.48 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์ตามฟ้องจริง เคยค้างค่าเช่าซื้อ แต่ก็ได้ชำระแล้วไม่เคยค้างสองงวดติดต่อกันตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2526 ถึงงวดเดือนเมษายน 2527 ก็ได้ชำระแล้ว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในวันที่ 25 เมษายน 2527 และยึดรถคืนไปทันทีโดยจำเลยที่ 1ไม่ได้ผิดสัญญาเช่าซื้อเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ทำให้จำเลยที่ 1เสียหายไม่มีรถใช้ในการประกอบอาชีพส่งสินค้า ซึ่งมีรายได้สุทธิวันละ 300 บาท นับแต่วันที่โจทก์ยึดรถคืนจนถึงวันฟ้องแย้งรวมเป็นค่าเสียหาย 60,600 บาท จำเลยที่ 1 ต้องการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวต่อไป จึงฟ้องแย้งขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระค่าเสียหายให้จำเลยเสร็จ ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันเช่าซื้อให้จำเลยที่ 1เช่าซื้อต่อไป หากส่งมอบรถยนต์ไม่ได้ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายให้จำเลยที่ 1 วันละ 300 บาท จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ให้จำเลยที่ 1โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2526 จนถึงเดือนเมษายน 2527 รวม 5 งวดติดต่อกัน

โจทก์ทวงถามหลายครั้งหลายหน จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาและยึดรถคืนมาโดยสุจริตตามสัญญา โจทก์ไม่ต้องรับผิดในความเสียหาย และหากจำเลยที่ 1 จะเสียหายจริงก็ไม่เกินวันละ 50 บาท โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้วจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเช่าซื้อรถตามสัญญาได้อีกขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายให้จำเลยที่ 1 จำนวน 108,000 บาทโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 83,250บาท แก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้อทุกเดือนโดยเว้นเดือนบ้างไม่ตรงกับวันในสัญญา แต่ไม่เกินสองเดือนติดกัน งวดที่จะต้องชำระ 20 งวด แต่จำเลยที่ 1 ชำระเพียง 15 งวดคงค้าง 5 งวดติดต่อกันจะถือว่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันสองงวดหรือไม่ และเป็นการผิดสัญญาข้อสำคัญที่โจทก์บอกเลิกสัญญาได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาข้อ 2 ระบุชัดแจ้งว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระเงินตามที่กำหนดไว้ในรายการโดยเคร่งครัด แต่ยังผ่อนผันให้ค้างชำระได้ไม่เกินสองงวดติดต่อกัน จำเลยที่ 1 ชำระเกินกำหนดเวลาทุกงวด ซึ่งโจทก์ยอมรับโดยมิได้ทักท้วง ใบเสร็จรับเงินก็ระบุว่าชำระค่างวดประจำเดือนใดมิได้ถือเอาเดือนที่ชำระเป็นค่างวดของเดือนนั้น แต่เป็นการชำระงวดที่ค้าง

ถือได้ว่าคู่สัญญามิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระเป็นข้อสำคัญ แต่ถือเอาการชำระตามงวดเป็นข้อสำคัญ เมื่อเดือนเมษายน 2527 จำเลยที่ 1 จะต้องชำระ 20 งวด แต่จำเลยที่ 1ชำระได้เพียง 15 งวด ถึงเดือนพฤศจิกายน 2526 เท่านั้น จึงขาดไป 5งวดติดต่อกัน ถือว่าค้างชำระติดต่อกันเกินสองงวดแล้ว ทั้งเป็นการผิดสัญญาในข้อสำคัญด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง ส่วนโจทก์มีสิทธิเลิกสัญญาและยึดรถคืนได้ นอกจากนั้นโจทก์ยังมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 5 งวด กับเบี้ยปรับได้ตามสัญญา จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดด้วย ที่โจทก์ขอให้ชำระเบี้ยปรับเป็นดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปีนั้นเห็นว่าสูงเกินไปสมควรลดลงเหลือร้อยละ 15 ต่อปี ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 24,750 บาท ให้โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 เมษายน 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พนม พ่วงภิญโญ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · สุเทพ กิจสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8930/2544

กรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาชำระค่าซื้อล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นเหตุให้ผู้เช่าซื้อมีภาระต้องชำระเบี้ยปรับให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ การที่ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อชำระเบี้ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2541

สัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทเป็นสัญญาที่จำเลยผู้ให้เช่าซื้อตกลงให้โจทก์เช่าซื้อที่ดินและบ้านพักอาศัยจำเลยผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อจะต้อง สร้างบ้านให้เสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ตามสัญญาเช่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1724/2538

ในหนังสือสัญญาจะซื้อขายกำหนดว่าโจทก์วางมัดจำไว้เป็นเงิน 500,000 บาท แต่ในวันทำสัญญานั้นมีการวางมัดจำเพียง 150,000 บาท แต่ในวันทำสัญญานั้นมีการวางมัดจำเพียง 150,000 บาท ไม่ครบตามสัญญาเนื่องจากเช็คที่โจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2538

ใน หนังสือ สัญญาจะซื้อขาย กำหนด ว่า โจทก์ วาง มัดจำ ไว้ เป็น เงิน 500,000 บาท แต่ ใน วัน ทำ สัญญา นั้น มี การ วาง มัดจำ เพียง 150,000 บาท แต่ ใน วัน ทำ สัญญา นั้น มี การ วาง มัดจำ เพียง 150,000 บาท ไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2537

ตามวัตถุที่ประสงค์แห่งสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับโดยสภาพหรือโดยเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อาจระบุได้ว่าจะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ ณ เวลาที่กำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 388 เนื่องจากสัญญาซื้อขายทั้ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้