Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2557/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ค. โอนที่ดินตามฟ้องทั้งสี่แปลงชำระหนี้โจทก์ โดยที่ดิน3 แปลงแรกตีใช้หนี้ 2,971,500 บาท ที่ดินแปลงที่ 4 ตีใช้หนี้731,000 บาท ซึ่งเป็นการโอนโดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาที่พึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามปกติ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจกำหนดราคาขายที่ดินทั้งสี่แปลงตามราคาที่พึงได้รับจากการขายตามปกติตามราคาในวันที่โอน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ ค. ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันโอนว่าที่ดิน 3 แปลงแรกตกลงโอนในราคา 4,700,000 บาท และแปลงที่ 4 ตกลงโอนในราคา 2,000,000 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่จึงกำหนดเอาราคาที่ ค. แจ้งเป็นราคา ที่พึงได้รับจากการขายตามปกติตามราคาในวันที่โอนนั้น ซึ่งเป็นการชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิแล้ว เพราะราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากรด้วยได้กำหนดนั้นไม่เกินจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2526 โจทก์ซื้อที่ดินตาม น.ส. 3 เลขที่ 256, 257, 336 ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในราคารวม 2,971.500 บาทและที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 484 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในราคา 731,000 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงกว่าราคาซื้อขายกันในท้องตลาดขณะจดทะเบียนรับโอนจากนายคุณวุฒิ จงไพโรจน์โฆษิต โดยการหักกับหนี้ที่นายคุณวุฒิ เป็นหนี้โจทก์อยู่ตามยอดหนี้ในบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 895 โจทก์หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายนำส่งทางราชการเป็นเงิน 130,000 บาท และ 32,500 บาท ตามลำดับ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้โจทก์เสียภาษีอีก 74,059.98 บาท เงินเพิ่ม 18,885.29 บาท

รวมเป็นเงิน 92,945.27 บาท ตามสำเนาหนังสือท้ายฟ้องหมายเลข 3 โจทก์ชำระเงินตามหนังสือแจ้งดังกล่าวแล้วได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มตามที่เจ้าพนักงานประเมินมีคำสั่งตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ท้ายฟ้องหมายยเลข 4 โจทก์ไม่เห็นฟ้องกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เพราะการเก็บภาษีต้องเก็บจากเงินได้พึงประเมินที่แท้จริงคือตามราคาซื้อขาย การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาตามราคาทุนทรัพย์ที่เจ้าพนักงานที่ดินกำหนดเป็นทุนทรัพย์เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมคือ 4,700,000 บาท และ 2,000,000 บาทตามลำดับนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง

ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่เจ้าพนักงานที่ดินกำหนดไว้นั้นกำหนดเอาตามวงเงินจำนองที่เคยจดทะเบียนไว้ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของทางราชการ การที่โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินดังกล่าวไว้สูงกว่าราคาจริงก็เพื่อเพิ่มวงเงินกู้สำหรับให้ลูกค้านำเงินไปสร้างอาคารและพัฒนาที่ดินให้มีราคาสูงขึ้นในอนาคตเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของลูกหนี้ แต่ต่อมาปรากฏว่าลูกหนี้ไม่ได้นำเงินกู้ไปทำประโยชน์ในที่ดิน ที่ดินดังกล่าวจึงมีราคาต่ำกว่าที่เคยจดทะเบียนจำนองไว้โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้สำหรับที่ดนิ 3 แปลงแรกตามราคาซื้อขายเป็นค่าภาษีจำนวน 149,017.40 บาท โจทก์นำส่งเพียง 130,000 บาท ขาดไปจำนวน19,017.40 บาท ค่าภาษีหัก

ณ ที่จ่ายสำหรับที่ดินแปลงหลังจำนวน 13,944 บาทโจทก์นำส่งจำนวน 32,400 บาท เกินไป 18,456 บาท ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้ง ที่ ชร.0006/525 และ 2/2524 ตามลำดับ ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 111,401.27 บาท แก่โ่จทก์จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเงินเพิ่มรวม 92,945.27 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 จริง เพราะโจทก์หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งไม่ครบ โจทก์และนายคุณวุฒิ จงไพโรจน์โฆษิต แจ้งราคาโอนที่ดินทั้งสองรายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในราคา 4,700,000 บาท และ 2,000,000 บาทพนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้กำหนดราคาทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามที่โจทก์และนายคุณวุฒิแจ้ง

ไม่ใช่เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจกำหนดราคาขายที่ดินนั้นขึ้นเพราะเหตุการโอนอสังหาริมทรัพย์มีค่าตอบแทนต่ำกว่าที่พึงได้รับจากการขายตามปกติ แต่เป็นการถือเอาราคาทุนทรัพย์ของที่ดินที่โจทก์และนายคุณวุฒิได้แจ้งตกลงโอนเป็นราคาขายที่พึงได้รับจากการขายตามปกติการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือที่ ชร.0006/525 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 2/2524 กับให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ 111,401.27 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบโดยมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า

นายคุณวุฒิจงไพโรจน์โฆษิต โอนที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 256, 257, 336 เนื้อที่รวม 4 ไร่ 98 ตารางวาและ น.ส.3 เลขที่ 484 เนื้อที่ 36 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา ให้แก่โจทก์แทนการชำระหนี้โดยที่ดิน 3 แปลงแรกตีใช้หนี้ 2,971,500 บาท ที่ดินแปลงที่ 4 ตีใช้หนี้ 731,000 บาทโจทก์และนายคุณวุฒิแจ้งราคาโอนหรือแสดงจำนวนทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนวน4,700,000 บาท และ2,000,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้กำหนดราคาทุนทรัพย์เพื่อเรียกค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นเงิน4,700,000 บาท 2,000,000 บาท ตามที่โจทก์และนายคุณวุฒิแจ้ง โจทก์นำส่งเงินภาษีรายได้หัก

ณ ที่จ่าย ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำนวน 130,000 บาท และ32,400 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายอีก 74,054.98 บาท กับชำระเงินเพิ่มจำนวน 18,885.29 บาทรวมเป็นเงิน 92,945.27 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่ามิได้คำนวณตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เอกสารหมาย ป.ล.1 จึงได้คำนวณใหม่ให้ถูกต้องโดยมิได้กำหนดทุนทรัพย์ขึ้นใหม่ โจทก์ชำระเงินตามหนังสือแจ้งนั้นแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.5 และได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้โจทก์ชำระภาษีและเงินเพิ่มตามคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน ที่ดิน 3 แปลงแรก

ทางราชการได้กำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไร่ละ 700,000 บาท จำนวน 3 ไร่ ส่วนที่เหลือไร่ละ 400,000 บาท ที่ดินแปลงที่ 4 มีราคาประเมินสำหรับทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไร่ละ 20,000 บาท ที่ดิน 3 แปลงแรก จึงมีราคาประเมิน 2,598,000 บาท ส่วนที่ดินแปลงที่ 4 มีราคาประเมิน 731,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้อง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ บัญญัติว่า "ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาที่พึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามปกติ

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามราคาที่พึงได้รับจากการขายตามปกติ ตามราคาในวันที่โอนนั้น แต่ต้องไม่เกินจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน หรือจำนวนทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดิน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่ากัน" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นว่า ถ้าหากมีการโอนสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาที่พึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามปกติแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามราคาที่พึงได้รับจากการขายตามปกติตามราคาในวันที่โอนนั้นได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า การที่นายคุณวุฒิโอนที่ดินตามฟ้องทั้ง 4 แปลงตีชำระหนี้ให้โจทก์นั้น เป็นการโอนสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาที่พึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามปกติ

โจทก์และจำเลยมิได้แก้อุทธรณ์หรืออุทธรณ์โต้แย้ง ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การโอนตามฟ้องทั้ง 4 แปลง เป็นการโอนโดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาที่พึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามปกติเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจกำหนดราคาขายที่ดินทั้ง 4 แปลงตามฟ้อง ตามราคาที่พึงได้รับจากการขายตามปกติตามราคาในวันที่โอนนั้น ซึ่งนายคุณวุฒิก็ได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันโอนว่าสำหรับที่ดิน 3 แปลงแรก ตกลงโอนในราคา 4,700,000 บาท ปรากฏตามเอกสารหมายเลข 4 ท้ายเอกสารหมาย จ.3 และสำหรับที่ดินแปลงที่ 4 ตกลงโอนในราคา2,000,000 บาท ปรากฏตามเอกสารหมายเลข 5 ท้ายเอกสารหมาย จ.3 เมื่อนายคุณวุฒิแจ้งโอนในราคาดังกล่าว

พนักงานเจ้าหน้าที่จึงกำหนดเอาราคาที่นายคุณวุฒิแจ้งเป็นราคาขายที่ดินที่พึงได้รับจากการขายตามปกติตามราคาในวันที่โอนนั้น ซึ่งเป็นการชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ แล้ว เพราะราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากรด้วยได้กำหนดนั้น ไม่เกินจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ดังนั้นในการคำนวณภาษีเงินได้จากการโอนที่ดินทั้ง 4 แปลงนี้ จึงต้องคำนวณจากราคาขาย3 แปลงแรก ในราคา 4,700,000 บาท และแปลงที่ 4 ในราคา 2,000,000 บาทพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ตัน เวทไว · เดชา สุวรรณโณ · สวิน อักขรายุธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5450/2561

โจทก์ขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 ซึ่งขณะนั้นมีประกาศกรุงเทพมหานครฯ แก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทว่ามีราคาประเมินตารางวาละ 45,000 บาท ดังนั้น ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2557

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๖ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย่อมมีอำนาจกำหนดท้องที่รับผิดชอบแก่เจ้าพนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยได้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3617/2554

แม้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ จะจัดให้มีเหตุผลของการประเมินไว้เพียงว่า โจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินพิพาท โดยมิได้มีการยื่นแบบและชำระภาษีไว้ เจ้าพนักงานจึงประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เงิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6860/2553

เจ้าพนักงานประเมินได้หลักฐานว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินเป็นเงินเดือนและค่าน้ำมันรถยนต์ที่ได้รับจากห้าง ส. ซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่ง ป.รัษฎากร และนำเงินฝากเข้าบัญชีโจทก์ซึ่งโจทก์ไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2513/2541

โจทก์ซื้อที่ดินมาดำเนินการแบ่งแยกโฉนดเป็น 9 โฉนด แล้วปลูกสร้างตึกแถวบนที่ดินที่แบ่งแยก จากนั้นทยอยขายไปจนหมด เช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาเพื่อมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เข้าลักษณะเป็…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้