คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจใส่ความโจทก์ต่อหน้าบุคคลที่สามโดยกล่าวต่อหน้าผู้มีชื่อหลายคนว่า "ปอบหมอลำบุญมีมาเข้าบักบุญมีเอย บักชาติหมา แม่กูไปเฮ็ดหยังมึงจึงมาเข้าบักคนชั่วมันเป็นผีปอบ อยู่บ่อนใด๋ก็กินคน อยู่บ่ได้ดอก ไปไล่ให้มันหนีเถอะเอาไฟสุมบ้านมันเสีย อย่าให้มันอยู่ฮวมบ้าน" ที่จำเลยกล่าวเช่นนี้หมายถึงโจทก์เป็นผีกะ ความจริงโจทก์ไม่ได้เป็นผีกะ ซึ่งทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท ไม่เป็นผิดตามที่โจทก์ขอ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หากถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท ก็เป็นการดูหมิ่นโจทก์ ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้นั้น คดีก็ได้ความว่า ขณะจำเลยกล่าวถ้อยคำนั้น โจทก์มิได้อยู่ ณ ที่เกิดเหตุด้วย ไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นโจทก์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ต้องเป็นการแสดงข้อความให้คนฟังคนเห็นเชื่อ จึงจะเกิดความรู้สึกเกลียดชังดูหมิ่นขึ้นได้ การที่จำเลยกล่าวให้คนฟังได้ยินว่า โจทก์เป็นผีปอบก็ดี เป็นชาติหมาก็ดี ความรู้สึกนึกคิดของคนธรรมดาไม่เชื่อว่าโจทก์เป็นเช่นนั้นไปได้ จึงไม่ก่อให้เกิดความเกลียดชังหรือดูหมิ่นแต่อย่างใด ข้อที่โจทก์ฎีกายืนยันว่าเกิดความเสียหายแก่โจทก์นั้นข้อความใดจะเป็นการทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียง
ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังนั้น ต้องถือตามความคิดเห็นของบุคคลธรรมดาผู้ได้เห็นได้ฟัง มิใช่ถือเอาแต่ความรู้สึกของโจทก์ คำกล่าวของจำเลยจึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท ส่วนความผิดฐานดูหมิ่นนั้น ถ้าเป็นกล่าวด้วยวาจา ต้องเป็นการกล่าวซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 คดีนี้โจทก์มิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ มิใช่กล่าวซึ่งหน้า จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน