Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นบริษัทจำกัดโดยจำเลยที่ 3 เป็นบริษัทรับประกันวินาศภัยจากจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ได้ตอกเสาเข็มฐานรากอาคารของจำเลยที่ 1 ทำให้บ้านโจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เชิดจำเลยที่ 2จำเลยที่ 3 ได้เชิดจำเลยที่ 4 ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 800,000 บาท ได้ชำระไปบางส่วนยังค้างชำระอยู่ 320,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายที่ค้างชำระดังกล่าว เป็นคำฟ้องที่บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาพร้อมคำขอบังคับทั้งได้อ้างอิงสิทธิซึ่งเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ไม่จำเป็นต้องบรรยายถึงพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 3ได้เชิดจำเลยที่ 4 อย่างไร เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาคดีได้ ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ 1 กับที่ 3 มิได้ตั้งจำเลยที่ 2 กับที่ 4 เป็นตัวแทนไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ตามปกติ แต่เป็นเรื่องตัวแทนเชิด จึงไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจให้กระทำแทน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 6/1จำเลยที่ 1 และที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจำเลยที่ 1 ได้ตอกเสาเข็มฐานรากเพื่อก่อสร้างอาคาร ทำให้บ้านเรือนโจทก์เสียหาย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2528 จำเลยที่ 1ได้เชิดจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้เชิดจำเลยที่ 4 ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำนวน800,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะตัวแทนเชิดและในฐานะส่วนตัว จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันชดใช้เงินให้โจทก์ไปแล้วจำนวน 480,000 บาท ยังค้างชำระอยู่อีก 320,000 บาทโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 330,000 บาทกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีคิดจากต้นเงิน 320,000 บาทนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2529 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า

จำเลยที่ 1 ไม่เคยแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือเชิดจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้ไปติดต่อเจรจาค่าเสียหายหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโจทก์ทำขึ้นเอง จำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าร่วมทำสัญญาด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และไม่เคยถูกเชิดจากจำเลยที่ 1 ในการเจรจาและทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์มิได้บรรยายว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิกับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใดขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยเชิดจำเลยที่ 4 หรือตามบุคคลใดดำเนินกิจการแทนและทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าว

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 มีนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน320,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2529 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 4ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เห็นว่าปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น

ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ส่วนคำฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 นั้นโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ได้ตอกเสาเข็มฐานรากอาคารของจำเลยที่ 1 ทำให้บ้านโจทก์ได้รับความเสียหายต่อมาเมื่อวันที่ 21มีนาคม 2528 จำเลยที่ 1 ได้เชิดจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3ได้เชิดจำเลยที่ 4 ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 800,000 บาท ได้ชำระไปบางส่วนยังค้างชำระอยู่จำนวน 320,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายที่ค้างชำระดังกล่าว เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาพร้อมด้วยคำขอบังคับทั้งได้อ้างอิงสิทธิซึ่งเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วไม่จำเป็นต้องบรรยายถึงพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 3ได้เชิดจำเลยที่ 4 อย่างไร

เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาคดีได้ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้เชิดจำเลยที่ 2และจำเลยที่ 3 ได้เชิดจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2เป็นวิศวกรควบคุมการก่อสร้าง เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 3 ฝ่ายตรวจสอบอุบัติเหตุ เมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 สำรวจความเสียหาย ต่อมาได้มีการเจรจาเรื่องค่าเสียหาย และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.9 ปรากฏว่าสัญญานั้นได้ทำกันทีสำนักงานบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัดจำเลยที่ 3 ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 วิศวกรควบคุมการก่อสร้างของบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ลูกจ้างฝ่ายตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยที่ 3 ได้ทำการเจรจาและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์

ณ สำนักงานของบริษัทจำเลยที่ 3 แสดงว่าบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้เห็นชอบแล้ว มิฉะนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 4 จะมาเจรจาเรื่องค่าเสียหายและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ณ สำนักงานของจำเลยที่ 3 ได้อย่างไร ทั้งภายหลังจากที่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว เมื่อโจทก์มีหนังสือขอให้ชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.13 ว่า ทนายผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 3 ก็ยอมรับผิดและเมื่อบริษัทจำเลยที่ 3 แจ้งเรื่องความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้บริษัทจำเลยที่ 1 ทราบปรากฏตามเอกสารหมาย จ.15 ว่า จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับผิดเช่นกัน เอกสารทั้ง 2 ฉบับจึงเป็นเหตุผลสนับสนุนให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ก็ด้วยความเห็นชอบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังนี้จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 รู้อยู่แล้วยอมให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 เชิดตัวเขาเองออกเป็นตัวแทนของตนทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ผู้สุจริต

จำเลยที่ 1 ที่ 3จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาโต้แย้งว่าไม่ได้มีหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทน สัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น เห็นว่ากรณีตามที่โจทก์ฟ้องนี้มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ตั้งตัวแทนไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามปกติแต่เป็นเรื่องตัวแทนเชิด จึงหาจำต้องมีหนังสือมอบอำนาจให้กระทำแทนแต่อย่างใดไม่"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2545

จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้หนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 นอกจากนี้แผนผังอาคารพาณิชย์และใบเสนอราคาหัวกระดาษเอกสารดังกล่าวระบุชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเอกสารของจำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6163/2538

จำเลยมอบหมายให้สามีจำเลยทำข้อตกลงกับโจทก์เกี่ยวกับทางพิพาท การที่จำเลยยอมให้สามีจำเลยแสดงออกว่า เป็นตัวแทนของจำเลยทำข้อตกลงกับโจทก์เป็นเรื่องตัวแทนเชิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 821 ไม่อยู่ในบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2538

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า (1) ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ (2) โจทก์หรือจำเลยทั้งหกเป็นฝ่ายผิดสัญญา (3) โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6มอบโฉนดที่ดิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8191/2538

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2534จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือกระทำการในฐานะส่วนตัวได้ทำหนังสือสัญญาเข้าร่วมแสดงสินค้ากับโจทก์ โดยแจ้งความประสงค์ว่าต้องการใช้พื้นที่ในการจัดแส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2538

จำเลยและว.ต่างขับรถยนต์โดยประมาทและต่างถูกร้อยตำรวจโทอ.พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับการที่ร้อยตำรวจโทอ.เปรียบเทียบปรับจำเลยและว. และค่าเสียหายของรถยนต์ทั้งสองคันได้มีการตกลงกันให้ต่างคนต่างซ่อมโดยขณะนั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้