Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ร่วมลงทุนกับ ว. ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของศาลโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่เพียงผู้เดียวแม้ว่าต่อมาจะได้ขายที่ดังกล่าวไปและแบ่งปันเงินที่ได้จากการขายที่ดินกันตามอัตราส่วนที่ลงหุ้นแล้วก็ตาม เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจที่จะประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าจากเงินได้ที่ได้จากการขายที่ดินทั้งหมดได้ เพราะโจทก์มีชื่อในโฉนดที่ดินอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินแต่เพียงผู้เดียวและโจทก์เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินนั้นไว้ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 61 ดังนั้น แม้ศาลภาษีอากรกลางจะยอมให้โจทก์นำสมุห์บัญชีธนาคาร และ ว.มาสืบยืนยันข้อเท็จจริงว่าว. ร่วมลงทุนและได้รับทุนและส่วนแบ่งกำไรคืนไปแล้ว ก็ไม่ทำให้โจทก์หลุดพ้นหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีการค้าจากการขายที่ดินทั้งหมดได้ การสืบพยานทั้งสองปากดังกล่าวจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ จึงชอบที่ศาลภาษีอากรกลางจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้หมายเรียกสมุห์บัญชีธนาคาร และตัดพยานปากนาย ว. เสียได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 61 ป.วิ.พ. มาตรา 86 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ป.รัษฎากร มาตรา 87

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนายวิลาศ ชลวร ได้ร่วมทุนกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4524 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครจากการขายทอดตลาดของศาล ในราคา 2,360,000 บาท แต่ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายชวลิต ทั่งสัมพันธ์ ในราคา 4,044,900 บาท และแบ่งปันเงินได้ดังกล่าวตามอัตราส่วนการลงทุนโดยโจทก์ได้รับเงินรวมทั้งทุนเป็นเงิน 1,678,592 บาท และนายวิลาศได้รับ 2,366,308 บาทต่อมาจำเลยได้ออกหมายเรียกโจทก์ไปสอบถามเกี่ยวกับการชำระภาษีจากการขายที่ดินดังกล่าว โจทก์ทำหนังสือแจ้งรายละเอียดให้จำเลยทราบ และขอให้จำเลยประเมินภาษีโจทก์จากเงินได้ที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งจำนวน 1,678,592 บาท โดยแยกการประเมินระหว่างโจทก์กับนายวิลาศออกจากกัน แต่จำเลยกลับประเมินภาษีโจทก์จากเงินได้ที่ขายที่ดินได้ทั้งหมด ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า

รวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับเป็นเงิน 1,621,797.63 บาทโจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินภาษีชอบแล้ว แต่มีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารณาลดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับโดยให้โจทก์ชำระค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้ารวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับรวมเป็นเงินทั้งสิ้น1,317,292.92 บาท ขอให้พิพากษายกเลิกการประเมินภาษีของจำเลยและขอให้ประเมินภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับมาจริงจำนวน 1,678,592 บาท กับขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับจำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะเจ้าพนักงานประเมินต้องประเมินเรียกเก็บภาษีโจทก์จากเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการขายที่ดินทั้งหมด เนื่องจากโจทก์มีชื่อในหนังสือสำคัญตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61(2) ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาสืบพยานโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้หมายเรียกสมุห์บัญชีธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาบางโพมาเบิกความเป็นพยานโจทก์เพราะโจทก์เคยแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยานปากนี้แล้ว และมีคำสั่งตัดพยานโจทก์ปากนายวิลาศ ชลวร เพราะพยานไม่มาศาลหลายครั้ง แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้หมายเรียกสมุห์บัญชีธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาบางโพ มาเบิกความเป็นพยานและมีคำสั่งตัดพยานโจทก์ปากนายวิลาศ ชลวร ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า หากให้นำพยานบุคคลที่ศาลไม่อนุญาตให้หมายเรียกมาและที่ศาลมีคำสั่งตัดพยานไปนั้นมาสืบจะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

เห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4524 แขวงปทุมวันเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่9 พฤษภาคม 2522 ในราคา 2,360,000 บาท ต่อมาวันที่ 25ธันวาคม 2522 โจทก์ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายชวลิต ทั่งสัมพันธ์ในราคา 4,044,900 บาท เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยตรวจพบว่าภ.ง.ด.90 ของโจทก์ ไม่ได้นำรายได้จากการขายที่ดินมากรอกลงในแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งไม่ได้ยื่นแบบเสียภาษีการค้าด้วยซึ่งจำเลยเห็นว่าโจทก์ประกอบการค้าที่ดินและต้องเสียภาษีทั้งสองประเภทจำเลยจึงหมายเรียกโจทก์มาเพื่อไต่สวนโจทก์ได้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ รวมทั้งในการต่อสู้คดีชั้นศาลรับว่าร่วมลงทุนกับนายวิลาศซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และต่อมาได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายชวลิตทั่งสัมพันธ์

ไป ได้มีการคืนทุนและแบ่งกำไรให้ผู้เป็นหุ้นส่วนไปแล้วในการซื้อที่ดินนั้นได้ลงชื่อโจทก์คนเดียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และในการขายก็ขายไปในนามโจทก์แต่ผู้เดียว โจทก์จึงขอให้จำเลยคิดภาษีเฉพาะส่วนที่โจทก์ลงทุนและได้ผลกำไรส่วนของโจทก์เท่านั้น โดยไม่รวมทุนและส่วนแบ่งกำไรของนายวิลาศด้วย แต่จำเลยคิดภาษีเอาจากโจทก์แต่ผู้เดียว ปัญหาจะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นนี้คือจำเลยคิดภาษีจากโจทก์ผู้เดียวได้หรือไม่ เห็นว่าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61 บัญญัติว่า บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงว่า (1) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญและทรัพย์สินนั้น ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน หรือ(2) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้นเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้บุคคลอื่น

บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน จากบทบัญญัติดังกล่าวเจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมทั้งภาษีการค้าตามมาตรา 87(1) เอากับโจทก์ได้ เพราะโจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดเลขที่ 4524 อันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินแต่ผู้เดียวและโจทก์เป็นผู้รับเงินได้พึงประเมินนั้นไว้โดยการขายที่ดินโฉนดดังกล่าวให้แก่นายชวลิต ทั่งสัมพันธ์ ส่วนการที่โจทก์จะหักภาษีจากเงินได้ส่วนของนายวิลาศไว้ตามมาตรา 61 วรรคสองแห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์จะไปว่ากล่าวเอากับนายวิลาศต่างหาก โจทก์จึงต้องเสียภาษีให้แก่จำเลยโดยคิดจากจำนวนเงินที่ขายที่ดินได้ทั้งหมด ฉะนั้น

แม้ว่าศาลภาษีอากรกลางจะยอมให้โจทก์นำสมุห์บัญชีธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาบางโพและนายวิลาศมาสืบ ในข้อที่นายวิลาศร่วมลงทุนและได้รับทุนและส่วนแบ่งกำไรคืนไปแล้วก็ไม่ทำให้โจทก์พ้นจากหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าจากการขายที่ดินทั้งหมดการสืบพยานทั้งสองปากดังกล่าวจึงไม่เป็นประโยชน์แก่โจทก์แต่อย่างใดการที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้หมายเรียกสมุห์บัญชีธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาบางโพ และตัดพยานปากนายวิลาศออกเสีย แม้จะอ้างเหตุผลของการไม่อนุญาตและการตัดพยานโดยเหตุอื่นก็เป็นการชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประจักษ์ พุทธิสมบัติ · ก้าน อันนานนท์ · ตัน เวทไว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 760/2551

คำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้เรียกพยานเอกสารเข้ามาสู่สำนวนความหลังเสร็จสิ้นการสืบพยาน เป็นพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดี ซึ่งจำเลยที่ 2 ขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมไว้แล้ว แต่ศาลภาษีอากรกลางม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8315/2543

โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2531 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5877/2540

รถยนต์พิพาทที่จำเลยนำเข้ามา ภายนอกตัวรถด้านซ้ายมีกันสาดติดตั้งไว้ซึ่งสามารถพับเก็บแนบติดกับขอบหลังคารถได้ สภาพภายในตัวรถมีลักษณะเหมือนห้องโถง ไม่มีการกั้นแยกส่วนระหว่างที่นั่งคนขับและส่วนที่เป็นโถง มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2656/2567

กำหนดระยะเวลาฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 26 วรรคห้า เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งที่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4725/2565

แม้เอกสารที่โจทก์นำสืบจะเป็นภาษาต่างประเทศและไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทย แต่คู่ความสามารถส่งพยานเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป เว้นเสียแต่ศาลสั่งให้ทำคำแปล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้