Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 26/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คืนเกิดเหตุต้นไทรริมทางหลวงล้มขวางทาง ได้มีผู้ตัดกิ่งตอนปลายออกเป็นทางเดินรถเหลือทางเดียว โดยกรมทางหลวงจำเลยที่ 1ไม่ทราบเหตุดังกล่าว อีกประมาณ 1 ชั่วโมงรถยนต์โดยสารปรับอากาศซึ่งโจทก์เป็นผู้เช่าซื้อแล่นมาโดยคนขับทราบก่อนแล้วว่ามีต้นไม้ล้มขวางทางอยู่ในทางหลวงข้างหน้าห่างประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะรถของโจทก์แล่นมาห่างต้นไม้ 5 เมตร คนขับรถของโจทก์หักเลี้ยวรถไปทางขวาเข้าไปในทางเดินรถแลนด์โรเวอร์วิ่งแล่นสวนทางมาเพื่อหลบหลีกต้นไม้ จึงชนกันขึ้น เหตุดังกล่าวหาใช่เป็นผลโดยตรงหรือเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ไม่ทำเครื่องหมายให้ทราบว่ามีต้นไม้ล้มอยู่ข้างหน้าหรือไม่ติดโคมไฟฟ้าหรือแขวนตะเกียงไว้ที่ต้นไม้ให้เห็นชัดเจนไม่ ทั้งต้นไม้ล้มลงก่อนเกิดเหตุรถยนต์ชนกันเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง และไม่มีผู้ใดแจ้งเรื่องให้จำเลยทั้งสองหรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองทราบทันที ย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยทั้งสองจะดำเนินการดังกล่าวได้ทัน ถือไม่ได้ว่าเหตุที่รถชนกันเป็นผลเนื่องมาจากความประมาทของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ผู้แทนของจำเลยที่ 1 บกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และกรมในรัฐบาล ตามลำดับ โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์โดยสารปรับอากาศคันหมายเลขทะเบียน 10-8600 กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่นำต้นไม้ซึ่งล้มขวางถนนออกไปหรือไม่ได้ปิดกั้นถนนบริเวณต้นไม้ล้ม หรือทำเครื่องหมายให้ทราบว่ามีต้นไม้ล้มอยู่ข้างหน้า หรือติดโคมไฟฟ้าหรือแขวนตะเกียงไว้ที่ต้นไม้ให้เห็นชัดเจน ซึ่งเป็นการละเว้นการกระทำโดยประมาท ทำให้รถของโจทก์คันดังกล่าวชนกับรถยนต์แลนด์โรเวอร์คันหมายเลขทะเบียน6บ-8816 กรุงเทพมหานคร ที่บริเวณต้นไม้ล้มขวางถนน รถของโจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า การที่ต้นไม้ล้มขวางทางหลวงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก่อนเกิดเหตุเล็กน้อย เป็นเวลากระชั้นชิด นอกวันเวลาราชการในเวลากลางคืนไม่มีราษฎรรายงานให้เจ้าหน้าที่ทราบหรือเจ้าหน้าที่ได้พบเห็นมีราษฎรตัดกิ่งไม้เป็นช่องทางให้รถแล่นผ่านไปได้ ที่เกิดเหตุเป็นทางตรง รถของโจทก์เป็นรถขนาดใหญ่มีไฟสูงส่องสว่างไปไกลไม่น้อยกว่า100 เมตร หากลูกจ้างโจทก์ขับรถด้วยความระมัดระวังไม่ขับเร็วและควรหยุดเมื่อเห็นต้นไม้ล้มขวางอยู่ และยอมให้รถยนต์แลนด์โรเวอร์แล่นผ่านไปก่อน ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งอยู่ในภาวะที่ลูกจ้างโจทก์จะกระทำได้ จำเลยที่ 2 ปฏิบัติราชการโดยรอบคอบครบถ้วน ไม่บกพร่องในหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2526 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ต้นไทรริมทางหลวงสายสุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ทางขวามือเมื่อมุ่งหน้าไปจังหวัดนครศรีธรรมราชบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 49 ล้มขวางทางหลวงดังกล่าว ได้มีการตัดกิ่งตอนปลายออกเป็นทางเดินรถเหลือทางเดียวคือช่องทางซ้ายมือและในคืนนั้นรถยนต์โดยสารปรับอากาศหมายเลขทะเบียน10-8600 กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์เป็นผู้เช่าซื้อได้แล่นจากจังหวัดนครศรีธรรมราชมายังจังหวัดสุราษฎร์ธานีและชนกับรถยนต์แลนด์โรเวอร์หมายเลขทะเบียน 6บ-8816 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1ซึ่งแล่นจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีมุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครศรีธรรมราชในทางเดินรถของจำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า

จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดในความเสียหายที่โจทก์ได้รับเนื่องจากต้นไม้ล้มขวางทางหลวงตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่ต้นไม้ล้มขวางทางจนเป็นเหตุให้รถของโจทก์และจำเลยที่ 1 ชนกันนั้นเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 บกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ คือละเว้นไม่ตรวจตราควบคุมทางหลวงและงานทางไม่ให้ต้นไม้ขวางทางหลวง ก่อให้เกิดอันตรายแก่การจราจร เห็นว่า คดีได้ความจากพลตำรวจสมคิด หนูแทนพลตำรวจสำราญ สุขสม ซึ่งทำหน้าที่ปฏิบัติการสายตรวจทางหลวงพยานโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขึ้นรถของโจทก์และได้แจ้งคนขับรถของโจทก์ว่ามีต้นไม้ล้มขวางทางอยู่ห่างประมาณ 10 กิโลเมตรนายสนอง กลิ่นผล ซึ่งเป็นผู้โดยสารรถของโจทก์และนายเจียรยิ่งคำนุ่น

พยานโจทก์ซึ่งทำหน้าที่นายตรวจพิเศษและเป็นผู้โดยสารบนรถของโจทก์ก็เบิกความรับรองว่าได้มีการแจ้งเรื่องดังกล่าวกันจริงจึงฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุ คนขับรถของโจทก์ได้ทราบแล้วว่ามีต้นไม้ล้มขวางทางอยู่ในทางหลวงข้างหน้า ห่างประมาณ 10 กิโลเมตรพลตำรวจสำราญ เบิกความด้วยว่า ขณะรถของโจทก์ห่างต้นไม้5 เมตร ก็ยังแล่นตรงอยู่แล้วคนขับรถของโจทก์หักเลี้ยวรถไปทางขวาเข้าไปในทางเดินรถของรถยนต์แลนด์โรเวอร์เพื่อหลบหลีกต้นไม้รถยนต์แลนด์โรเวอร์มาถึงต้นไม้ก่อนที่รถของโจทก์จะถึงต้นไม้พลตำรวจสมคิดเบิกความว่า ได้นั่งบนฝาครอบรถของโจทก์ ก่อนที่รถยนต์ทั้งสองคันชนกันเห็นรถยนต์แลนด์โรเวอร์แล่นสวนมา เปิดไฟด้วยคนขับรถของโจทก์มิได้บีบแตร แต่เปิดใช้ไฟต่ำวิ่งมาและไม่มีการส่งสัญญาณขอทาง

เมื่อชนแล้วรถของโจทก์แล่นตกไปทางไหล่ทางข้างซ้ายห่างต้นไม้ประมาณ 100 เมตร เห็นว่า การที่รถของโจทก์ชนรถยนต์แลนด์โรเวอร์นั้นหาใช่เป็นผลโดยตรงหรือเนื่องมาจากจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ไม่ทำเครื่องหมายให้ทราบว่ามีต้นไม้ล้มอยู่ข้างหน้าหรือไม่ติดโคมไฟฟ้าหรือแขวนตะเกียงไว้ที่ต้นไม้ให้เห็นชัดเจนไม่ทั้งนี้เพราะคนขับรถของโจทก์ได้ทราบมาก่อนเกิดเหตุแล้วว่ามีต้นไม้ล้มขวางทางอยู่ข้างหน้า การที่คนขับรถของโจทก์หักเลี้ยวรถไปทางขวาเข้าไปชนรถยนต์แลนด์โรเวอร์ในทางเดินรถทางขวามือของรถของโจทก์ เป็นผลจากการกระทำของคนขับรถของโจทก์เอง ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ดำเนินการนำต้นไทรที่ล้มลงขวางทางออกไปหรือไม่ได้ปิดกั้นบริเวณดังกล่าว หรือทำเครื่องหมายให้ทราบว่ามีต้นไม้ล้มขวางอยู่ข้างหน้า หรือติดโคมไฟฟ้า หรือแขวนตะเกียงไว้ที่ต้นไทรที่ล้มนั้น

ก็ได้ความว่าต้นไทรดังกล่าวได้ล้มลงก่อนเกิดเหตุรถยนต์ชนกันเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดแจ้งเรื่องให้จำเลยทั้งสองหรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองทราบทันที จึงย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยทั้งสองจะดำเนินการดังกล่าวได้ทัน กรณีถือไม่ได้ว่าเหตุที่รถของโจทก์ชนกับรถยนต์แลนด์โรเวอร์เป็นผลเนื่องมาจากความประมาทของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 บกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ดังโจทก์กล่าวอ้าง จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · ชุม สุกแสงเปล่ง · มนู วงศ์แสงจันทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2567

แม้ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตอิฐบล็อกที่ปิดทางภาระจำยอมออก มิได้ระบุให้รื้อถอนหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กและเสาปูนด้วย แต่ก่อนทำการรื้อถอนเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้