Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 260/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นพลทหารเกณฑ์อยู่ใต้บังคับบัญชาของสามีจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุสามีจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยงานศพบิดาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปในกิจการของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในกิจการนั้น จำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1ขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ของโจทก์เสียหาย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6ข-3495 กรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายด้วยความประมาทชนรถยนต์สาธารณะคันหมายเลขทะเบียน 1ท-1080 กรุงเทพมหานครของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยใช้หรือจ้างวานจำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์ไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ลักรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปขับจนเกิดเหตุดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,190 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 7 ตุลาคม2527 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6ข-3495 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ท-1080 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่า เหตุเกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีนายสวิก เพชรหลำหรือเจริญ เพ็ชรหล้า เป็นพยานรู้เห็นในขณะเกิดเหตุเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานขับรถยนต์ของโจทก์ตามหลังรถยนต์โดยสารสองแถวคันหนึ่งเมื่อถึงบริเวณปากซอยเจริญพัฒนาจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ด้วยความเร็วสูงชนท้ายรถยนต์ของโจทก์

เห็นว่า ร้อยตำรวจโทบรรจง ตนะกุล พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุแล้วไปตรวจดูสถานที่เกิดเหตุทันทีพบคนขับรถยนต์ทั้งสองฝ่ายอยู่ในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนได้ความว่าจำเลยที่ 1 ขับชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ ร้อยตำรวจโทบรรจงแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่าขับรถโดยประมาท จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพแต่โดยดี ร้อยตำรวจโทบรรจงจึงเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 เมื่อพิเคราะห์ความเสียหายของรถยนต์โจทก์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 แล้ว ปรากฏว่าได้รับความเสียหายมาก แสดงว่ารถยนต์โจทก์ถูกชนอย่างแรง ประกอบกับจำเลยที่ 2 มิได้นำพยานมาสืบหักล้างว่าคนขับรถยนต์โจทก์มีส่วนประมาทด้วย ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ตามหลังรถยนต์โจทก์ด้วยความเร็วสูง โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายเหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียวฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปนี้ว่า

จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวจำเลยที่ 2เบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นพลทหารเกณฑ์อยู่ในความปกครองของร้อยเอกก่อเกียรติ โรจนวิภาต สามีจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุสามีจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยงานศพบิดาจำเลยที่ 2อันเจือสมกับคำเบิกความของนายสวิก เพชรหลำ หรือ เจริญ เพ็ชรหล้าคนขับรถยนต์โจทก์ว่าหลังเกิดเหตุได้ต่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถเร็วจำเลยที่ 1 ตอบว่าจะรีบไปซื้อของมาในงานศพเจ้านาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นพลทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของสามีจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปในกิจธุระของตนแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะถือวิสาสะขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปเองโดยพลการ แม้จำเลยที่ 2 จะได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 1 ลักรถยนต์ของตนไปนั้น ได้ความจากสามีจำเลยที่ 2 ว่ามารดาจำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำ อันมีพฤติการณ์ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปเพื่อให้ตนพ้นความรับผิดในทางแพ่งมากกว่า โดยคดีอาญาดังกล่าวอัยการศาลทหารมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 2 น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปในกิจการของจำเลยที่ 2ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในกิจการนั้นจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำไปต่อโจทก์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ ฉิมพาลี · ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2563

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 355/2563

จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่ มีรถแท็กซี่ให้เช่ามากถึง 60 คัน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่รายใหญ่ จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถแท็กซี่คันเกิดเหตุจากโจทก์ซึ่งจดทะเบียนประเภทรถยนต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5724/2562

โจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของ จ. ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่เป็นเหตุโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับลักษณะการเป็นตัวแทน โจทก์ก็นำสืบได้เพราะเป็นข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6616/2558

จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า จัดให้มีลานจอดรถสำหรับลูกค้าที่ขับรถเข้ามาซื้อสินค้าโดยจำเลยที่ 1 เคยกำหนดระเบียบให้ลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6610/2558

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าของผู้เอาประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 มอบหมายให้จำเลยที่ 5 ขับรถบรรทุกขนส่งสินค้าให้ผู้เอาประกัน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้