Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2600/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อบังคับของนายจ้างระบุว่า พนักงานอาจถูกไล่ออกเมื่อ'มาทำงานสายกลับก่อนเวลาทำงาน ฯลฯ แม้จะได้มีการตักเตือนด้วยวาจาหลายครั้ง รวมทั้งทำทัณฑ์บนเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหนึ่งครั้ง' นั้นมีความหมายว่าต้องมีการกระทำประการหนึ่งประการใดในครั้งสุดท้ายที่นายจ้างจะถือเป็นเหตุไล่ออกเกิดขึ้นด้วยจะถือเอาการตักเตือนหลาย ๆ ครั้งหรือการทำทัณฑ์บนมาเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องมีการกระทำในปัจจุบันหาได้ไม่ แม้ข้อบังคับข้ออื่นระบุว่า'พนักงานที่ถูกทำทัณฑ์บนเป็นลายลักษณ์อักษร หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษขั้นไล่ออก' แต่เมื่อปรากฏว่าพนักงานบางคนกระทำผิดซ้ำนายจ้างก็ไม่ได้ลงโทษถึงขั้นไล่ออกแต่กลับตักเตือนต่อมาอีกหลายครั้ง แสดงว่านายจ้างไม่ติดใจลงโทษโดยเหตุนั้นแล้ว ดังนั้น นายจ้างจะเลิกจ้างโดยอาศัยข้อบังคับข้อนี้หาได้ไม่ การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับโดยไม่ปรากฏว่าลูกจ้างกระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 123 แห่ง พระราชบัญญัติ แรงงานสัมพันธ์ฯ จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมถ้าศาลเห็นว่าคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่สั่งเรื่องค่าเสียหายนั้นไม่ถูกต้อง ศาลมีอำนาจพิพากษาเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ลูกจ้างจำนวน 18 คนของโจทก์มีผลงานต่ำ ขาดงานเกียจคร้าน และไม่ปฏิบัติตามทัณฑ์บน โจทก์จึงเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าว จำเลยทั้ง 13 คน ซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้วินิจฉัยว่า การเลิกจ้างของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมและสั่งให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายแก่ลูกจ้างมากเกินไปทั้ง ๆ การเลิกจ้างของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย และยืนค่าเสียหายที่โจทก์วางไว้ต่อศาลแรงงานกลางแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ลูกจ้างที่โจทก์เลิกจ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เหตุแห่งการเลิกจ้างไม่เข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 คำสั่งของจำเลยจึงชอบแล้ว

การกำหนดค่าเสียหายจำเลยได้วินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตาม มาตรา 41(4) จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายตามจำนวนที่กำหนดให้ลูกจ้างทั้ง 18 คน คำขออื่นให้ยกโจทก์และจำเลยทุกคนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามเอกสารสรุปประวัติพนักงานที่บริษัทเลิกจ้างได้ความว่า ส่วนใหญ่เคยได้รับใบตักเตือนและทำทัณฑ์บนเกี่ยวกับการขาดงานมาแล้วคนละหลายครั้ง ที่โจทก์อ้างข้อบังคับข้อ 30.10 ที่ว่า พนักงานอาจถูกไล่ออกเมื่อ 'มาทำงานสาย กลับก่อนเวลาเลิกงาน ขาดงานหรือละทิ้งงานบ่อย ๆ แม้จะได้มีการตักเตือนด้วยวาจาหลายครั้งรวมทั้งทำทัณฑ์บนเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหนึ่งครั้ง' นั้น มีความหมายว่าต้องมีการกระทำประการหนึ่งประการใดในครั้งสุดท้ายที่โจทก์จะถือเป็นเหตุไล่ออกเกิดขึ้นด้วย

ส่วนการตักเตือนด้วยวาจาและการทำทัณฑ์บนในเหตุการณ์ที่มีมาแล้วนั้นเป็นเพียงเหตุประกอบการกระทำในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่ถือเอาการตักเตือนหลายครั้งหรือการทำทัณฑ์บนมาเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องมีการกระทำในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพนักงานทั้ง 18 คนได้กระทำการตามข้อ 30.10 โจทก์จึงนำเอาประวัติการตักเตือนและการทำทัณฑ์บนล้วน ๆ มาลงโทษเลิกจ้างพนักงานดังกล่าวไม่ได้ ส่วนข้อ 32 กล่าวถึงการกระทำผิดซ้ำว่า '.......พนักงานที่ถูกทำทัณฑ์บนเป็นลายลักษณ์อักษร หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษขั้นไล่ออก' ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานบางคนถูกทำทัณฑ์บนแล้วต่อมากระทำอย่างเดียวกันอีกโจทก์ก็ไม่ได้ลงโทษถึงขั้นไล่ออก แต่กลับตักเตือนต่อมาอีกหลายครั้งบ้าง ครั้งเดียวบ้าง

แสดงว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะลงโทษพนักงานโดยเหตุนั้นแล้ว และต่อมาไม่ปรากฏว่าพนักงานได้กระทำการใด ๆ ขึ้นใหม่ พนักงานบางคนถูกทำทัณฑ์บนครั้งเดียวแล้วไม่ปรากฏว่าได้กระทำผิดประการใดอีก ดังนี้ โจทก์จะเลิกจ้างพนักงานเหล่านั้นโดยอาศัยข้อบังคับข้อ 32 นี้ไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน ส่วนการที่ผลงานของพนักงานไม่ดีนั้นไม่มีข้อบังคับข้อใดของโจทก์ให้ลงโทษถึงขั้นเลิกจ้างได้ฉะนั้น การที่โจทก์เลิกจ้างพนักงานทั้ง 18 คน ในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับ โดยไม่ปรากฏว่าพนักงานกระทำประการหนึ่งประการใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมจำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงจำนวนค่าเสียหายที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้กำหนด

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41(4) จะให้อำนาจกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายอยู่ด้วย ก็มิได้หมายความว่าถ้าคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งเรื่องค่าเสียหายประการใดเป็นอันเด็ดขาดตามนั้น เพราะเหตุว่าแม้โจทก์มาฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เสียทั้งหมด ถ้าศาลเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องศาลก็ยังมีอำนาจให้เพิกถอนคำสั่งนั้นเสียได้ เหตุใดเมื่อศาลเห็นว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องเพียงบางส่วนศาลจึงจะไม่มีอำนาจพิพากษาแก้ไขคำสั่งส่วนที่ไม่ถูกต้องนั้นเสียใหม่ ฉะนั้นเมื่อไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจศาลในการพิพากษาคดีในปัญหาดังกล่าว ศาลก็ย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีได้ตามหลักทั่วไปในการพิพากษาคดี ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาเปลี่ยนแปลงแก้ไขจำนวนค่าเสียหายให้แตกต่างไปจากจำนวนค่าเสียหายตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จึงกระทำได้โดยชอบพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรัช รัตนอุดม · ขจร หะวานนท์ · จุนท์ จันทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4866/2533

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้วมีสิทธิ ได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การที่จำเลยกลับมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งที่ไม…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 706930)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 710790)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7136/2561

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายส…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 411412)

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้