Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2603/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คนขับรถยนต์ของโจทก์นำรถไปบรรทุกไม้ผิดกฎหมายศาลพิพากษาลงโทษและสั่งริบรถยนต์ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่โจทก์ตามคำร้อง โจทก์ขอรับรถคืนสารวัตรสถานีตำรวจจำเลยที่ 3 ไม่คืนให้ เพราะได้ขายทอดตลาดไปแล้ว ดังนี้ กรมตำรวจจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกันคืนรถหรือใช้ราคารถตามสภาพขณะยึดมาเป็นของกลางไม่ใช่ตีราคาโดยอาศัยราคาที่ได้จากการขายทอดตลาด รวมทั้งค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้รถด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 30 เดือนธันวาคม พุทธศักราช 2523โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 และที่ 3อยู่ในสังกัดและใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องปฏิบัติการหรือไม่ปฏิบัติการให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผน นอกจากจำเลยมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติแล้ว จำเลยยังมีหน้าที่รักษาของกลางในคดีอาญาไว้ระหว่างการพิจารณาของศาลจนกว่าคดีถึงที่สุด และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจะต้องเก็บรักษาไว้ตามระยะเวลาซึ่งกฎหมายกำหนด โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกอีซูซุ 6 สูบ หมายเลขทะเบียน พ.ท.01225 หมายเลขเครื่องยนต์ ดี.เอ.120-394920 ราคา 200,000 บาท

มีไว้ในกิจการค้าขายของโจทก์ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2519 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ขณะนั้นจำเลยที่ 2รับราชการตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง จำเลยที่ 3 รับราชการเป็นสารวัตรสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง และอยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 รถยนต์คันดังกล่าวของโจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจอยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยจับในข้อหาผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ยึดไว้เป็นของกลางจำเลยได้นำรถยนต์ของโจทก์เก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพยูน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบรถยนต์ของโจทก์ แต่ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2521 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอรับรถยนต์ของโจทก์คืนจากจำเลยที่ 3 ถึง 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2521 และวันที่ 11 เมษายน 2522 จำเลยที่ 3 ก็เพิกเฉยไม่คืนรถยนต์ให้แก่โจทก์ และไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเพราะต้องใช้รถยนต์ของกลางบรรทุกวัสดุในกิจการค้าของโจทก์ โจทก์ต้องจ้างรถยนต์บุคคลอื่นแทน ต้องเสียค่าจ้างเดือนละ 6,000 บาทโจทก์ขอคิดค่าเสียหายจาก จำเลยนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับรถยนต์คืนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 1 เดือน เป็นเงิน 72,000 บาท

ขอพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน พ.ท. 01225 ให้โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้เงินแทน 200,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องจ้างรถยนต์บุคคลอื่นเป็นเงิน 72,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยคืนรถยนต์ให้โจทก์หรือใช้เงินแทนเดือนละ 6,000 บาทหรือวันละ 200 บาท ให้โจทก์ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วยจำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งจำเลยไม่สามารถเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ ในวันที่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในคดีนี้ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2521 นั้น จำเลยที่ 2 มิได้รับราชการอยู่ในจังหวัดพัทลุง ไม่ได้ทำความเสียหายให้แก่โจทก์ โจทก์เรียกร้องให้ใช้เงินค่ารถยนต์ 200,000 บาท เป็นการเรียกร้องเกินความจริง

รถยนต์ของโจทก์ใช้งานมา 12 ปีแล้ว หากจะขายตามปกติในวันที่โจทก์ฟ้องจะขายได้ไม่เกิน25,000 บาท นายสมพร สิทธิบิดาโจทก์ ซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์ประมูลซื้อรถยนต์ของโจทก์นี้ ไปจากการขายทอดตลาดของทางราชการกรมตำรวจก็ซื้อไปในราคา25,000 บาท ค่าเสียหายที่โจทก์จ้างรถยนต์บุคคลอื่นบรรทุกสินค้านั้นเป็นการคาดคะเน กิจการค้าของโจทก์เป็นการค้าย่อมมีผู้มาซื้อน้อยรายไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์บรรทุกกับผู้ซื้อทุกรายและทุกวัน โจทก์มีรายได้จากการขายสินค้าของโจทก์ปีละไม่เกิน 60,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าจ่ายเป็นค่ารถยนต์บรรทุกสินค้าปีละ 72,000 บาท เกินความเป็นจริง จะเสียค่าจ้างไม่เกินเดือนละ 500 บาทปีละไม่เกิน 7,200 บาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า

ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยที่ 1และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน พ.ท.01225 แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนให้ใช้ราคารถยนต์แทนเป็นเงิน 40,000 บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายซึ่งโจทก์ต้องจ้างรถยนต์บุคคลอื่นบรรทุกสินค้านับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2521 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 72,000บาทกับค่าเสียหาย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคารถยนต์ให้โจทก์วันละ 200 บาทแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยเฉพาะค่าขึ้นศาลเท่าที่โจทก์ชนะคดีแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้1,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 500 บาทแทนโจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่ารถยนต์บรรทุก 6 ล้อของกลางยี่ห้ออีซูซุ เป็นของโจทก์ นายเพี้ยน รุ่งโรจน์ คนขับรถยนต์ของโจทก์ได้นำไปบรรทุกไม้ผิดกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดและสั่งริบรถยนต์ของโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง ที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่โจทก์ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2521 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2521 และวันที่ 11 เมษายน 2522 โจทก์ยื่นคำขอรับรถยนต์ของกลางคืนต่อสารวัตรสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพะยูน ร้อยตำรวจเอกภูวดลกระแสร์อินทร์ จำเลยที่ 3 ไม่คืนให้ และไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ โจทก์มีอาชีพค้าขายอิฐ มีโรงเผาอิฐ และมีรถยนต์ของกลางไว้ใช้บรรทุกดินมาทำอิฐบรรทุกไม้ฟืนมาเผาอิฐ และบรรทุกอิฐไปขาย กับใช้บรรทุกหินและทราบไปขายตามที่มีผู้มาติดต่อซื้อ ทั้งยังใช้บรรทุกไม้ยางพาราไปขายที่โรงเลื่อยด้วย วันหนึ่งจะมีกำไรประมาณ 500 บาท

ตอนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ของกลางนั้นสภาพรถยนต์มีประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ราคาประมาณ 200,000 บาทปัจจุบันมีราคาประมาณ 400,000 บาท การที่รถยนต์โจทก์ถูกยึดโจทก์ต้องจ้างรถยนต์บุคคลอื่นมาใช้เสียค่าจ้างวันละ 500 - 600 บาทจำเลยที่ 1 ไม่สืบพยานจำเลยที่ 3 นำสืบว่ารถยนต์ของโจทก์ถูกยึดเป็นของกลาง เพราะใช้บรรทุกไม้ผิดกฎหมาย เมื่อกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง จำเลยที่ 3 ได้ตั้งกรรมการเปิดประมูลขายทอดตลาดรวมทั้งทรัพย์อื่น ๆ ด้วย การขายทอดตลาดรถยนต์ของกลางของโจทก์ ได้ขายให้แก่นายสมพร ชนะสิทธิ์ บิดาโจทก์ซึ่งประมูลซื้อไปในราคา 25,000 บาทพิเคราะห์แล้วปัญหามีว่า รถยนต์ของกลางของโจทก์ควรมีราคาเท่าใดเห็นว่า

การตีราคารถยนต์ชอบที่จะตีราคาตามสภาพของรถยนต์ในขณะที่ยึดมาเป็นของกลาง มิใช่ตีราคาโดยอาศัยราคาที่ได้จากการขายทอดตลาด เพราะตามปกติการขายทอดตลาดอยู่ในวงจำกัดมีผู้ประมูลการสู้ราคากันน้อย ราคาที่ขายอาจจะถูกกว่าการขายโดยธรรมดา ดังนั้นราคาประมูลขายทอดตลาดจึงไม่อาจสืบได้ว่าเป็นราคาตามสภาพรถยนต์ที่แท้จริง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดราคารถยนต์ของกลางให้ 40,000 บาท นับว่าเป็นการเหมาะสมแล้วปัญหาต่อไปเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์ต้องจ้างรถยนต์บุคคลอื่นมาใช้ในกิจการของโจทก์นั้นมีเพียงใด ข้อนี้โจทก์และพยานโจทก์ต่างเบิกความยืนยันต้องกันว่า โจทก์ค้าขายอิฐ มีโรงทำอิฐ ต้องใช้รถยนต์ของกลางบรรทุกดินฟืนมาเผาทำอิฐ และขนอิฐไปขาย

ทั้งยังบรรทุกหินทรายไปขายด้วย และเมื่อรถยนต์ของโจทก์ถูกยึดเป็นของกลาง โจทก์ต้องจ้างรถยนต์ของนายสวัสดิ์มุสิกะสงค์ พยานโจทก์และบุคคลอื่นไปบรรทุกสิ่งของใช้ในกิจการของโจทก์ซึ่งจำเลยนำสืบรับว่าโจทก์มีโรงทำอิฐจริง และก็มิได้นำสืบหักล้างได้ว่าโจทก์มิได้ประกอบอาชีพค้าขายและต้องจ้างรถยนต์บุคคลอื่นมาใช้ในกิจการค้าของโจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในกรณีนี้วันละ 200 บาทแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา600 บาทแทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฟื่องขจิต รัศมิภูติ · สมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย · ศักดิ์ สนองชาติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 908/2568

โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วนจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2567

แม้ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตอิฐบล็อกที่ปิดทางภาระจำยอมออก มิได้ระบุให้รื้อถอนหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กและเสาปูนด้วย แต่ก่อนทำการรื้อถอนเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2567

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้