Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2606/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมหรือข้อกระดูกสันหลังติดมีอาการปวดหลัง แพทย์ให้การรักษาโดยวิธีกายภาพบำบัดและฝังเข็มความไม่ปรากฏตามความเห็นของแพทย์ว่า อาการป่วยของจำเลยรุนแรงถึงขนาดจำเลยลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ หรือมีความจำเสื่อมจนจดจำอะไรไม่ได้แต่อย่างใด ฉะนั้น อาการป่วยของจำเลยจึงไม่ใช่สาเหตุแห่งการขาดนัดยื่นคำให้การดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างดังนั้น เมื่อจำเลยรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบแล้วจำเลยไม่ยื่นคำให้การหรือแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นเสียภายในกำหนด 8 วันนับแต่วันรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ..... มาตรา 177 เดิม จำเลยก็ได้ชื่อว่าจงใจขาดนัดยื่นคำให้การชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 วรรคสอง จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทเป็นสัญญาปลอมนั้น เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีจึงไม่มีประเด็นในศาลชั้นต้นแม้ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ถือว่าเป็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง.....มาตรา 249 วรรคแรก ในคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า โจทก์ได้ชำระเงินในวันทำสัญญา52,220 บาท แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความว่า โจทก์ชำระเงินค่าซื้อในวันทำสัญญาเพียง 2,220 บาท และในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการชำระเงินในวันทำสัญญาระบุว่าจำเลยได้รับเงินค่าซื้อจากโจทก์ 52,000 บาท ไม่ใช่จำนวน 52,220 บาท ก็ตาม แต่โจทก์ก็นำสืบอธิบายได้ว่ามีการนำยอดเงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยรับจากโจทก์ล่วงหน้าไปแล้วมาหักออกก่อน ส่วนอีก 2,220 บาท โจทก์เห็นว่าเป็นจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยโจทก์จึงไม่ได้ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินด้วย ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าว จึงไม่ใช่ข้อนำสืบที่แตกต่างหรือขัดแย้งกับคำฟ้องหรือพยานหลักฐานของโจทก์ หากแต่เป็นการนำสืบอธิบายถึงความเป็นมาแห่งยอดเงินที่ได้ชำระในวันทำสัญญาว่า มีความเป็นมาอย่างไร จึงรับฟังได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากจำเลยราคา 300,000 บาท ชำระในวันทำสัญญา 52,220 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็น 2 งวด งวดแรกจำนวน168,000 บาท งวดที่สองจำนวน 79,800 บาท โดยจะนำเงินที่จำเลยยืมจากโจทก์จำนวน 52,000 บาท มาหักชำระ กำหนดไปจดทะเบียนโอน โจทก์ชำระเงินให้จำเลยครบถ้วนและแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอน แต่จำเลยขอผัดผ่อน ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การก่อนเริ่มสืบพยาน

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2622 ตำบลสวายจีกอำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การโดยอ้างว่าหลังจากจำเลยรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วจำเลยป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์

ลุกไม่ขึ้น และป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมทับเส้นประสาท ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ความจำเสื่อมถอยหลงลืมง่ายไม่สามารถจดจำอะไรได้ จำเลยเข้าใจว่าหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวเป็นหมายนัดในคดีอื่น ซึ่งจำเลยเป็นคู่ความอยู่ก่อนแล้ว จำเลยจึงไม่ได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การนั้น เห็นว่าในชั้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ จำเลยไม่ได้นำสืบให้ได้ความตามคำร้องว่าหลังจากจำเลยรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยป่วย จนกระทั่งไม่สามารถลุกขึ้นไปไหนมาไหนได้ หรือจำเลยป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมหลงลืมจนไม่สามารถจดจำอะไรได้ และเมื่อได้พิจารณาแบบใบแสดงความเห็นของแพทย์ทั้งฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2533 และฉบับลงวันที่ 15พฤษภาคม 2533 ที่จำเลยยื่นประกอบคำร้องขอเลื่อนคดีต่อศาลชั้นต้นแล้วจะเห็นได้ว่าแพทย์มีความเห็นว่าจำเลยป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมหรือข้อกระดูกสันหลังติด

มีอาการปวดหลังแพทย์ให้การรักษาโดยวิธีกายภาพบำบัดและฝังเข็มความไม่ปรากฏตามความเห็นของแพทย์ว่า อาการป่วยของจำเลยรุนแรงถึงขนาดจำเลยลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ หรือมีความจำเสื่อมจนจดจำอะไรไม่ได้แต่อย่างใด ฉะนั้นอาการป่วยของจำเลยจึงไม่ใช่สาเหตุแห่งการขาดนัดยื่นคำให้การดังที่จำเลยยกขึ้นอ้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบแล้ว จำเลยไม่ยื่นคำให้การหรือแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นเสียภายในกำหนด 8 วัน นับแต่วันรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 เดิม จำเลยก็ได้ชื่อว่าจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การนั้นชอบแล้ว

ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทเป็นสัญญาปลอมนั้น เห็นว่าจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าวในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ถือว่าเป็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้อต่อมาที่ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น โจทก์มีตัวโจทก์ นายธีระ วรรณมณี และนายสุมิตรวงศ์วิเศษสิริกุล

เบิกความประกอบหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่าโจทก์ตกลงจะซื้อที่พิพาทจากจำเลยในราคา 300,000 บาท โดยชำระเงินค่าซื้อกันในวันทำสัญญาจำนวน 52,220 บาท และทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้นำเงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยรับล่วงหน้าไปแล้วมาหักออกจากยอดเงินค่าซื้อด้วย ส่วนราคาที่เหลืออีกจำนวน 247,800 บาทตกลงแบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกชำระภายในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2532จำนวน 168,000 บาท งวดที่สองชำระภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2532จำนวน 79,800 บาท ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ชำระเงินค่าซื้อทั้งสองงวดให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารสืบแสดงได้ว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทกันและได้มีการชำระเงินค่าซื้อกันแล้วตามเอกสารที่โจทก์นำสืบ จริงอยู่แม้โจทก์จะนำสืบถึงการชำระเงินค่าซื้อในวันทำสัญญาไม่ตรงกับคำฟ้องอยู่บ้างคือในคำฟ้องโจทก์บรรยายว่าโจทก์ได้ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 52,220 บาท แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์และนายธีระเบิกความว่าโจทก์ชำระเงินค่าซื้อในวันทำสัญญาเพียง 2,220 บาท และในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการชำระเงินในวันทำสัญญาระบุว่าจำเลยได้รับเงินค่าซื้อจากโจทก์จำนวน 52,000 บาท ไม่ใช่จำนวน52,220 บาท ก็ตาม แต่โจทก์ก็นำสืบอธิบายได้ว่ามีการนำยอดเงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยรับจากโจทก์ล่วงหน้าไปแล้วมาหักออกก่อนส่วนอีก 2,220 บาท

โจทก์เห็นว่าเป็นจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยโจทก์จึงไม่ได้ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินด้วย ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าว จึงมิใช่ข้อนำสืบที่แตกต่างหรือขัดแย้งกับคำฟ้องหรือพยานหลักฐานของโจทก์ หากแต่เป็นการนำสืบอธิบายถึงความเป็นมาแห่งยอดเงินที่ได้ชำระในวันทำสัญญาว่ามีความเป็นมาอย่างไรพยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ตามฟ้องจริง และฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะขายดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจึงต้องตกเป็นผู้แพ้คดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรินทร์ นาควิเชียร · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 753/2537

ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอันจะถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ไว้ในชั้นชี้สองสถาน ซึ่งจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านและอุทธรณ์คัดค้านต่อศาลอุทธรณ์แล้ว เมื่อจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2533

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นมรดกของผู้ตาย โดยตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสของผู้ตายกับโจทก์ เมื่อวันที่ 5 กุมภ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11043/2553

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5778/2550

เช็คพิพาททั้งสองฉบับระบุจ่ายชื่อโจทก์หรือผู้ถือ จึงเป็นเช็คผู้ถือ เมื่อโจทก์เป็นผู้ถือเช็คพิพาททั้งสองฉบับในขณะที่โจทก์นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3018/2541

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้รวม 3 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 50,000 บาท40,000 บาท และ 110,000 บาท ตามลำดับ รวมแล้วเป็นเงินต้น200,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้เงิน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้