Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2562

พ.ศ. 2562 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมผู้ร้องเป็นผู้คัดค้านในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้ง ถ. และ อ. กับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน อ. กับผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อ. กับผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์คำสั่งอ้างว่าเพิ่งพบพินัยกรรมของผู้ตายระบุให้ น. และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกและตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ ถ. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้อง โดยเห็นว่า อ. กับผู้ร้องชอบที่จะไปดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่อศาลชั้นต้น และต่อมามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายในคดีนี้ตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเดียวกันกับที่เคยมีคำสั่งตั้ง ถ. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง โดยผู้ร้องอ้างในคำร้องถึงรายละเอียดในคดีที่เคยยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อน และแนบคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแทน แม้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องใหม่เข้ามาและมีการลงเลขคดีดำใหม่ ก็เป็นเพียงเรื่องปฏิบัติในทางธุรการของศาลเท่านั้น กรณีถือได้ว่าผู้ร้องได้เสนอคำร้องต่อศาลในคดีก่อน ตามนัย แห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 7 (4) แล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีนี้สืบเนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางองุ่น ผู้ตาย ซึ่งเป็นมารดาผู้ร้องและถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 โดยผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ต่อมานายอรรถกฤษณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 นายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านที่ 2 (ผู้ร้องคดีนี้) ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ร้อง ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายล้มป่วย แต่ผู้ร้องไม่เคยดูแลมารดา ผู้ร้องไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน

คำพิพากษาศาลล่าง

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น และในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งค้นพบพินัยกรรมแบบเขียนเองของผู้ตาย ซึ่งพินัยกรรมกำหนดยกทรัพย์สินทั้งหมดให้บุตร 3 คน คือ นางสาวนวรัตน์ และผู้คัดค้านทั้งสองคนละเท่า ๆ กัน ทั้งให้นางสาวนวรัตน์และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันด้วย โดยตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งไม่อนุญาต เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ก็ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ในชั้นนี้ให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ในคดีดังกล่าวจึงยื่นคำร้องคดีนี้ขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืน ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้อื่นตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นการที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องให้ตั้งผู้ร้องอีก จึงเป็นคำร้องซ้ำ หากมีข้อขัดข้องประการใด ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า พลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง นายอรรถกฤษณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 และนายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านที่ 2 (ผู้ร้องในคดีนี้) ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น กับนางสาวนวรัตน์ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2557 ต่างเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 กับนายเกษม ที่ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 มีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมโดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ได้มีคำสั่งตั้งพลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง นายอรรถกฤษณ์ และนายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งค้นพบพินัยกรรมแบบเขียนเองของผู้ตาย ซึ่งพินัยกรรมกำหนดยกทรัพย์สินทั้งหมดให้บุตร 3 คน

คือ นางสาวนวรัตน์ และผู้คัดค้านทั้งสองคนละเท่า ๆ กัน ทั้งให้นางสาวนวรัตน์และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันด้วย โดยตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีคำสั่งว่าหากเป็นดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างก็ชอบที่ผู้คัดค้านทั้งสองจะไปดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่อศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านที่ 2 จึงได้มายื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ได้มายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลเดียวกันกับที่เคยมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 อีกทั้งในคดีนี้ผู้ร้องได้อ้างในคำร้องถึงรายละเอียดในคดีที่ผู้ร้องได้เคยยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อน โดยได้แนบคำสั่งของศาลชั้นต้น

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีก่อนมาพร้อมกับคำร้องในคดีนี้ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแทน แม้จะปรากฏว่าผู้ร้องได้มีการยื่นคำร้องใหม่เข้ามาและมีการลงเลขคดีดำใหม่ในคำร้อง ก็เป็นเพียงเรื่องทางปฏิบัติในทางธุรการของศาลเท่านั้น กรณีถือได้ว่าผู้ร้องได้เสนอคำร้องต่อศาลในคดีก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องต้องเสนอคำร้องต่อศาลในคดีหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคดีเดิมตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง · นิติ เอื้อจรัสพันธุ์ · วันชัย ศศิโรจน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดราชบุรี - นายกลอน รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นางจันทนา ตันไชย
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.704/2561
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ62/2560
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ35/2560
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2567

ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้โจทก์ถูกจำเลยฟ้องขับไล่ออกจากอาคารโรงงานพิพาทและเรียกค่าเสียหาย อ้างว่าผิดสัญญาเช่า เพราะโจทก์ขยายกิจการเป็นอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2564/2567

กระบวนวิธีการบังคับคดีในขั้นตอนต่าง ๆ นั้น หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวเห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 637/2567

คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 502/2560 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4570 เนื้อที่ 138 ตารางวา ที่พิพาท และบ้านเลขที่ 5 ที่ป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2088/2566

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีอ้างว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วน มิได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2561 จำเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้