คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 มีนาคม 2531 ถึงวันที่14 เมษายน 2531 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันพรากเด็กหญิงบุญมา เย็นใจ อายุ 14 ปีเศษ ไปเสียจากนายชาญน้ำใจสัตย์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองผู้ดูแล เหตุเกิดที่ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี และตำบลป่างิ้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317, 83จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก 83 จำเลยที่ 1 อายุ 18 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี
จำเลยที่ 2 นำสืบว่าได้พาผู้เสียหายไปพักตามบ้านญาติเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปีจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เด็กหญิงบุญมา เย็นใจ ผู้เสียหายขณะเกิดเหตุมีอายุ 14 ปีเศษเป็นนักเรียนโรงเรียนท่าช้างวิทยาคาร พักอาศัยและอยู่ในความปกครองดูแลของนายชาญ น้ำใจสัตย์ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2531 เวลาประมาณ20 นาฬิกา จำเลยทั้งสองได้นำรถจักรยานยนต์ไปแอบรับผู้เสียหายไปดูภาพยนตร์ ที่บ้านโพธิ์วังโดยไม่ให้คนในบ้านรู้ ผู้เสียหายออกไปแล้วไม่กลับบ้าน โดยจำเลยที่ 2 พาไปนอนบ้านของคนรู้จักกันหลายแห่งทั้งในจังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดอ่างทอง และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายตามบ้านต่าง ๆ หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายมาพักที่บ้านบิดาของจำเลยที่ 2 แล้วถูกนายชาญพาเจ้าพนักงานตำรวจมาจับจำเลยที่ 2ได้ในวันที่ 14 เมษายน 2531 และพาผู้เสียหายกลับ
ส่วนจำเลยที่ 1เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกัน สำหรับจำเลยที่ 2 คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าได้กระทำความผิดฐานพรากเด็กไปเสียจากผู้ดูแลตามฟ้อง ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่เห็นว่าโจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองนำรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหาย ตามที่ผู้เสียหายได้นัดกับจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนว่าจะพากันไปดูภาพยนตร์ที่บ้านโพธิ์วัง แต่ในระหว่างทางจำเลยที่ 1 ได้พาผู้เสียหายเดินเข้าป่ายางข้างทาง ให้จำเลยที่ 2 ขับขี่รถจักรยานยนต์ล่วงหน้าไปก่อน แล้วจำเลยที่ 1 ได้ชำเราผู้เสียหายในป่ายาง 1 ครั้ง เสร็จแล้วจึงพาผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 2 ตามที่นัดไว้
จำเลยที่ 1 แยกกลับบ้านอ้างว่าจะไปเอาเสื้อผ้า ให้จำเลยที่ 2ขับขี่รถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปพักที่บ้านนายทรงที่บ้านดอนสะเดาในคืนนั้นจำเลยที่ 1 ได้ตามมาที่บ้านนายทรงและได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายด้วย เช้าวันรุ่งขึ้นก็กลับไป คืนต่อ ๆ มา จำเลยที่ 2ได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายและพาผู้เสียหายย้ายไปอยู่บ้านอื่นในที่สุดก็พามาอยู่ที่บ้านบิดาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายอีกหลายครั้ง ผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยที่ 1เป็นผู้นัดแนะจะพาผู้เสียหายไปเที่ยว และเป็นผู้เร่งให้ผู้เสียหายขึ้นรถเร็ว ๆ เพราะกลัวว่านายชาญจะรู้ ทั้งเป็นผู้พาผู้เสียหายไปชำเราในป่ายางข้างทางและตามไปชำเราผู้เสียหายที่บ้านนายทรงด้วยจำเลยที่ 1 ก็รับว่าเคยมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับผู้เสียหาย
ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะปรักปรำว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นัดจะพาไปเที่ยวเอง และไม่มีเหตุที่จะต้องแกล้งปรักปรำว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายด้วย หากจำเลยที่ 1 เพียงแต่ไปดูภาพยนตร์ด้วยกัน แล้วแยกกลับบ้านก่อน ทั้งโจทก์มีนายชัยวัฒน์ ปัญญาแหลม ญาติของผู้เสียหาย มีบ้านอยู่ใกล้กัน เป็นพยาน เบิกความสนับสนุนว่า ในคืนเกิดเหตุนายชัยวัฒน์ไปเฝ้าบ่อปลาห่างบ้านผู้เสียหาย 7 เมตร เห็นชายคนหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายมาที่บ้านผู้เสียหาย ผู้เสียหายออกมาพบคนทั้งสองที่ถนนคุยกันได้ 1 นาที จำเลยที่ 1 ก็ฉุดมือผู้เสียหายขึ้นรถพากันออกจากบ้านไป
คืนนั้นผู้เสียหายไม่ได้กลับบ้าน จนคนในบ้านต้องตามหา นายชัยวัฒน์รู้จักจำเลยที่ 1เรียนหนังสือโรงเรียนเดียวกันและชั้นเดียวกันถึง 3 ปี ไม่มีเรื่องโกรธเคืองกัน ไม่มีเหตุต้องแกล้งปรักปรำว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนฉุดผู้เสียหายขึ้นรถ คำเบิกความของนายชัยวัฒน์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนชักชวนผู้เสียหายไปเองหาใช่เพียงแต่ตามจำเลยที่ 2 มา แล้วพากันไปดูภาพยนตร์ เสร็จแล้วจำเลยที่ 1 ก็แยกกลับบ้าน มิได้เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอีกดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบ ทั้งข้อนำสืบของจำเลยที่ 1ก็ขัดกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เองที่ให้การว่าในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไปงานบวชนาค แล้วก็กลับบ้านหาได้ให้การว่า
จำเลยที่ 2 ชวนจำเลยที่ 1 ไปรับผู้เสียหายไปดูภาพยนตร์ เสร็จแล้วจึงแยกกลับดังที่นำสืบในชั้นศาลไม่ ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อถือ การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันพาผู้เสียหายออกจากบ้านโดยไม่ให้คนในบ้านรู้ แล้วพาไปชำเราในป่ายางข้างทาง ทั้งที่ผู้เสียหายอายุเพียง 14 ปี กับอีก 1 เดือนเศษ ยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น จำเลยที่ 1 เองก็ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังจากตนเองได้ร่วมประเวณีแล้วยังได้มอบผู้เสียหายให้ไปกับจำเลยที่ 2 ปล่อยให้จำเลยที่ 2 ร่วมประเวณีผู้เสียหายอีกหลายคืน ถือได้ว่าเป็นการพรากผู้เสียหายไปโดยปราศจากเหตุอันสมควร ส่วนนายชาญแม้จะมิใช่ผู้ปกครองของผู้เสียหาย แต่ก็เป็นผู้ดูแลผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมพรากเด็กไปเสียจากผู้ดูแลตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.