Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2612/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ได้ทำสัญญาขายเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งเสร็จแก่จำเลย แล้วต่อมาโจทก์ผิดสัญญาส่งมอบเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งให้แก่จำเลยไม่ทันกำหนดตามสัญญา โดยสัญญาฉบับพิพาท ข้อ 6 ระบุไว้ว่าโจทก์ผู้ขายจะต้องส่งมอบเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมเสาอากาศและอุปกรณ์ห้องส่งติดตั้งให้จำเลยแล้วเสร็จภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 แต่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยช้ากว่ากำหนดไป 132 วัน ซึ่งตามสัญญาข้อ 12 จำเลยมีสิทธิปรับโจทก์เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของมูลค่าที่ซื้อขายทั้งหมดตามสัญญา 12,140,000 บาท คิดเป็นเงินค่าปรับ 3,204,960 บาทและการขายเหมาดังข้อความในสัญญาข้อ 1 นั้น ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ข้อ 61 ทวิวรรคสี่มีว่า "ในกรณีการซื้อสิ่งของที่คิดราคารวมทั้งค่าติดตั้งหรือทดลองด้วย ถ้าติดตั้งหรือทดลองเกินกว่ากำหนดตามสัญญาเป็นจำนวนวันเท่าใดให้ปรับเป็นรายวันในอัตราที่กำหนดของราคาทั้งหมด" การที่โจทก์และจำเลยมีเจตนาตกลงทำกันขึ้นประกอบเข้าด้วยกันจากข้อความในสัญญาข้อที่เขียนไว้ว่า "ผู้ซื้อตกลงซื้อและผู้ขายตกลงขายเครื่องส่งโทรทัศน์สีพร้อมอุปกรณ์ส่วนควบและระบบสายเสาอากาศรวมทั้งอุปกรณ์ห้องส่งขนาดเล็กรวม 1 ชุด พร้อมทั้งการติดตั้งตามสถานที่ที่กำหนด ฯลฯ" กับข้อความในสัญญาข้อ 12 ที่เขียนว่า"ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นรายวัน ในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาสิ่งของเป็นชุดที่ยังไม่ได้ส่งมอบ ฯลฯ" แล้วก็จะเห็นได้ว่ามีคำว่า"ชุด" ตรงกัน และพิจารณาประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ดังกล่าว จึงแปลความในสัญญาได้ว่า จากมูลค่าที่ซื้อขายทั้งหมดเนื่องจากเครื่องส่งโทรทัศน์อุปกรณ์ส่วนควบและระบบสายเสาอากาศ คือสิ่งของประกอบกันเข้าเป็นชุด วัตถุแห่งสัญญาก็คือการส่งมอบเครื่องส่งโทรทัศน์สีพร้อมการติดตั้งและสามารถแพร่ภาพออกอากาศได้มิใช่หมายความถึงเฉพาะราคาสิ่งของเป็นชุดที่ยังไม่ได้ส่งมอบ เมื่อโจทก์ส่งมอบของและติดตั้งล่าช้าเกินกำหนดจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องชำระค่าปรับตามสัญญาข้อ 12แต่ค่าปรับดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าอันอาจจะมีหรือเกิดขึ้นเนื่องจากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา เป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ส่วนดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับที่โจทก์จะได้รับคืนนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงหามีสิทธิได้ดอกเบี้ยไม่ เพราะการที่จำเลยหักเงินค่าปรับไว้เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบที่จำเลยกระทำได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 171 ป.พ.พ. มาตรา 224 ป.พ.พ. มาตรา 368 ป.พ.พ. มาตรา 381 ป.พ.พ. มาตรา 383 ป.พ.พ. มาตรา 406 ป.พ.พ. มาตรา 415 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2521 มาตรา 61

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยเป็นกรมในรัฐบาล เมื่อวันที่8 สิงหาคม 2528 จำเลยได้ทำสัญญาซื้อเครื่องส่งโทรทัศน์สีขนาด 10 กิโลวัตต์ จากโจทก์ พร้อมด้วยอุปกรณ์ส่วนควบ และระบบสายเสาอากาศ รวมทั้งอุปกรณ์ห้องส่งขนาดเล็ก 1 ชุด พร้อมค่าแรงและอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายเพื่อประกอบการจนแล้วเสร็จในราคารวม 12,140,000 บาท และกำหนดว่าหากสิ่งของที่ซื้อขายต้องสั่งมาจากต่างประเทศและต้องนำเข้าโดยทางเรือในเส้นทางที่มีเรือไทยเดินอยู่และสามารถรับขนได้ก็ต้องขนส่งโดยทางเรือไทยเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี โดยกำหนดว่าโจทก์ต้องส่งสิ่งของซื้อขายให้แก่จำเลย

ณ สถานีเครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ อำเภอเพ็ญจังหวัดอุดรธานีภายในวันที่ 8 เมษายน 2529 และทำการติดตั้งตามจุดต่าง ๆที่เจ้าหน้าที่กำหนดให้แล้วเสร็จสามารถออกอากาศได้ภายในวันที่4 กรกฎาคม 2529 แบ่งการชำระเงินเป็น 3 งวด หากโจทก์ผิดสัญญาจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ หากจำเลยไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโจทก์ยอมให้จำเลยปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาสิ่งของเป็นชุดที่ยังไม่ได้ส่งมอบ นับถัดจากวันที่ครบกำหนดส่งมอบถึงวันที่โจทก์ได้นำส่งมอบ หลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้วโจทก์ได้ติดต่อให้บริษัทยูไนเต็ดไทย ชิปปิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเดินเรือไทยสายเดียวที่ผ่านเส้นทางที่โจทก์จะต้องขนส่งสินค้ารายนี้จากต่างประเทศ โดยใช้เรือชื่อกรรณิการ์ และกำหนดว่าจะส่งเรือลำดังกล่าวมารับขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์ในวันที่8 มีนาคม 2529 แต่ปรากฏว่าเรือลำดังกล่าวถูกเจ้าหนี้ยึดไว้ที่ท่าเรือประเทศเนเธอร์แลนด์

ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์2529 ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2529 และบริษัทดังกล่าวได้จัดเรือลำอื่นมาเทียบท่ารับสินค้าของโจทก์ในวันที่ 9 เมษายน 2529โจทก์จึงไม่สามารถส่งสินค้าตามสัญญาและติดตั้งเครื่องอุปกรณ์และส่งมอบเครื่องส่งโทรทัศน์ให้แก่จำเลยได้ตามกำหนดจำเลยหักค่าปรับโดยอ้างว่าโจทก์ส่งมอบงานล่าช้าเป็นเวลา 132 วันเป็นเงิน 3,204,960 บาท ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิหักได้เพราะไม่ใช่ความผิดของโจทก์ แต่เป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะปฏิบัติตามสัญญาได้ และกรณีถือได้ว่าโจทก์ได้ติดตั้งและส่งมอบสิ่งของตามสัญญาซื้อขายให้แก่จำเลยครบถ้วนตามกำหนด เพียงแต่หลังจากจำเลยรับมอบเครื่องส่งโทรทัศน์จากโจทก์แล้วต่อมาได้ให้โจทก์ไปแก้ไขส่วนสายอากาศซึ่งทำให้ต้องหยุดแพร่ภาพไป 28 วัน

หากจำเลยจะคิดค่าปรับก็คิดได้เฉพาะระยะเวลาดังกล่าว คือ คิดค่าปรับร้อยละ 0.2 ของมูลค่าสายอากาศ ซึ่งเฉพาะสายอากาศมีราคา 2,104,069 บาท คิดเป็นค่าปรับแล้วจำเลยมีสิทธิปรับโจทก์เพียง 117,859 บาทเท่านั้น การที่จำเลยคิดหักค่าปรับจากเงินค่าซื้อขายทั้งหมดเป็นเงิน 3,204,960 บาท จึงไม่ถูกต้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 3,347,681 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันบอกกล่าวทวงถามถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 เดือน 13 วัน เป็นเงินดอกเบี้ย 91,487 บาท และขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ความล่าช้าเกิดจากโจทก์ไม่เอาใจใส่ในการที่จะปฏิบัติตามสัญญา

โจทก์ต้องใช้ค่าปรับในอัตราร้อยละ 0.2ของราคาซื้อขายทั้งหมดจะแยกปรับจากมูลค่าของส่วนสายอากาศไม่ได้เพราะระบบสายอากาศเป็นอุปกรณ์ส่วนควบ เมื่อโจทก์ส่งมอบขาดส่วนประกอบในส่วนแผงสายอากาศ ถือว่าไม่ได้ส่งมอบสิ่งของตามสัญญาคือ วันที่ 5 กรกฎาคม 2529 ถึงวันที่โจทก์ส่งมอบของครบถ้วนถูกต้องคือ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2529 รวมเป็นเวลา 132 วันขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าปรับจำนวน1,687,460 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

โจทก์ได้ทำสัญญาขายเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งเสร็จแก่จำเลยแล้วต่อมาโจทก์ผิดสัญญาส่งมอบเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งให้แก่จำเลยไม่ทันกำหนดตามสัญญาจำเลยจึงใช้สิทธิหักเงินค่าปรับจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 0.2 ของยอดเงินราคาค่าเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์รวมค่าติดตั้งเป็นเงิน3,204,960 บาท ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าปรับจากโจทก์ได้เพียงใดและจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยโจทก์เมื่อใด ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกที่ว่าจำเลยมีสิทธิหักเงินค่าปรับจากโจทก์เพียงใดนั้น จำเลยนำสืบว่าตามสัญญาเอกสารหมาย ล.1 และ จ.4 ข้อ 6ได้ระบุไว้ว่า โจทก์จะต้องส่งมอบเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมเสาอากาศและอุปกรณ์ห้องส่งติดตั้งให้จำเลยแล้วเสร็จภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 โจทก์ส่งมอบให้จำเลยในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2529ช้ากว่ากำหนด 132 วัน ซึ่งตามสัญญาข้อ 12 จำเลยมีสิทธิปรับโจทก์เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของมูลค่าที่ซื้อขายทั้งหมดตามสัญญา 12,140,000 บาท เป็นเวลา 132 วัน

คิดเป็นเงินค่าปรับ3,204,960 บาท ซึ่งเป็นการขายเหมาดังข้อความในสัญญาข้อ 1ซึ่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521ข้อ 61 ทวิ วรรคสี่ ที่ว่า "ในกรณีการซื้อสิ่งของที่คิดราคารวมทั้งค่าติดตั้งหรือทดลองด้วย ถ้าติดตั้งหรือทดลองเกินกว่ากำหนดตามสัญญาเป็นจำนวนวันเท่าใดให้ปรับเป็นรายวันในอัตราที่กำหนดของราคาทั้งหมด" ดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา เมื่อพิจารณารายละเอียดข้อความในสัญญาเอกสารหมาย ล.1 และ จ.4 ข้อ 1 กับข้อ 12 ที่โจทก์และจำเลยมีเจตนาตกลงทำกันขึ้นประกอบเข้าด้วยกันจากข้อความในสัญญาข้อที่เขียนไว้ว่า "ผู้ซื้อตกลงซื้อและผู้ขายตกลงขายเครื่องส่งโทรทัศน์สีพร้อมอุปกรณ์ส่วนควบและระบบสายเสาอากาศรวมทั้งอุปกรณ์ห้องส่งขนาดเล็กรวม 1 ชุด

พร้อมทั้งการติดตั้งตามสถานที่ที่กำหนด ฯลฯ" กับข้อความในสัญญาข้อ 12ที่เขียนว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นรายวัน ในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาสิ่งของเป็นชุดที่ยังไม่ได้ส่งมอบ ฯลฯ" แล้วก็จะเห็นได้ว่ามีคำว่า"ชุด" ตรงกัน และพิจารณาประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ดังกล่าว น่าจะแปลความในสัญญาว่าจากมูลค่าที่ซื้อขายทั้งหมดเนื่องจากเครื่องส่งโทรทัศน์อุปกรณ์ส่วนควบ และระบบสายเสาอากาศ คือ สิ่งของประกอบกันเข้าเป็นชุด วัตถุแห่งสัญญาก็คือ การส่งมอบเครื่องส่งโทรทัศน์สีพร้อมการติดตั้งและสามารถแพร่ภาพออกอากาศได้ เมื่อโจทก์ส่งมอบของและติดตั้งล่าช้าเกินกำหนดจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

ต้องชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นเงิน 3,204,960 บาท ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หมายความถึงเฉพาะราคาสิ่งของเป็นชุดที่ยังไม่ได้ส่งมอบนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแต่ค่าปรับดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าอันอาจจะมีหรือเกิดขึ้นเนื่องจากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา เป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 และศาลฎีกาว่า ค่าปรับนั้นสูงเกินส่วน สมควรลดค่าปรับให้ 1,204,960 บาท ส่วนเรื่องดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับที่โจทก์ได้รับคืน เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงหามีสิทธิได้ดอกเบี้ยไม่เพราะการที่จำเลยหักเงินค่าปรับไว้เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบที่จะกระทำได้พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินค่าปรับจำนวน1,204,960 บาท แก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุชาติ ถาวรวงษ์ · สุทธิ นิชโรจน์ · อากร อัชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2567

โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ที่ดินของจำเลยทั้งห้าอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งห้าย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1548/2529

ตามสัญญาซื้อขายโจทก์จะต้องส่งมอบเครื่องสูบน้ำให้จำเลยภายในวันที่3กุมภาพันธ์2521โจทก์ส่งเครื่องสูบน้ำให้จำเลยตอนแรกในเดือนกุมภาพันธ์2521แต่เครื่องสูบน้ำใช้การไม่ได้โจทก์ต้องรับคืนไปแก้ไขและมาส่งให้จำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10651/2553

โจทก์ทั้งสองตกลงซื้อที่ดินกับ ส. ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน และเมื่อไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก็ไม่ปรากฏว่า มีการแจ้งอายัดที่ดินดังกล่าวไว้ แม้จะมีพิรุธที่มีการจดทะเบียนการโอนจาก ส. ไปยัง ณ. ก่อน แล้วจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3375/2549

หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรก ข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปกลับเขียนอัตราดอกเบี้ยไว้ว่าร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ซึ่งขัดแย้งกันเอง เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2964/2540

แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 82 จะบัญญัติให้ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มาตรา 82/4 วรรคหนึ่งก็บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อโจท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้