Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายว่า โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้มีประกันภัยได้นำรถยนต์ซึ่งเอาประกันภัยไว้ไปประสบอุบัติเหตุจนได้รับอันตรายสาหัส ระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารผิดปกติมีอาการปวดท้องเป็นบางครั้งและไม่หาย เรี่ยวแรงลดน้อยถอยลงจนไม่อาจทำงานหนักที่โจทก์ที่ 2 ต้องทำเป็นประจำได้ บาดแผลภายในเกิดการอักเสบ โจทก์ที่ 2 ถูกตัดลำไส้บางส่วนออกไปประมาณ 20 เซนติเมตร ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ทุพพลภาพถาวร ซึ่งตามเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีประกันภัยคือ โจทก์ที่ 2 ผู้ได้รับอุบัติเหตุทุพพลภาพถาวรในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท โจทก์ทั้งสองจึงขอใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนดังกล่าวตามสัญญาในฐานะคู่สัญญาและในฐานะผู้รับประโยชน์ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยโดยบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บอย่างไรและมีอาการอย่างไร คำฟ้องโดยหลักเป็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าจึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ผู้มีประกันภัยทุพพลภาพถาวรนั้น เป็นความคิดเห็นของโจทก์ทั้งสองถึงลักษณะของบาดแผล อาการบาดเจ็บและผลที่เกิดขึ้น เมื่อศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ทุพพลภาพถาวร แต่เป็นเรื่องทุพพลภาพชั่วคราว ศาลมีอำนาจพิพากษาได้เพราะคำฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายครอบคลุมถึงอยู่แล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยเหตุโจทก์ทุพพลภาพชั่วคราวจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 สัญญาประกันภัยคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล 4 ข้อ ข้อ 1 เสียชีวิต ข้อ 2 สูญเสียมือ เท้า สายตา ข้อ 3 ทุพพลภาพถาวร ข้อ 4 ทุพพลภาพชั่วคราว จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีข้อสัญญาข้อใดระบุยกเว้นไว้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดกรณีทุพพลภาพชั่วคราว จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย นับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ชนะคดี ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยเหตุโจทก์ที่ 2 ทุพพลภาพชั่วคราวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2542 โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้มีประกันภัยได้นำรถยนต์ซึ่งเอาประกันภัยไว้ ไปประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของนายศรัญยู จนโจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลและที่บ้านประมาณ 3 เดือน หลังจากโจทก์ที่ 2 รักษาตัว ปรากฏว่าระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารผิดปกติ

มีอาการปวดท้องเป็นบางครั้งและไม่หาย เรี่ยวแรงลดน้อยถอยลง จนไม่อาจทำงานหนักที่โจทก์ที่ 2 ต้องทำเป็นประจำได้ บาดแผลภายในเกิดการอักเสบ การที่โจทก์ที่ 2 ถูกตัดลำไส้บางส่วนออกไปประมาณ 20 เซนติเมตร ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ทุพพลภาพถาวร ซึ่งตาม ร.ย. 4 (ที่ถูก ร.ย. 4.1) เอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่ผู้มีประกันภัยคือ โจทก์ที่ 2 ผู้ได้รับอุบัติเหตุทุพพลภาพถาวรในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท โจทก์ทั้งสองจึงขอใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนดังกล่าวตามสัญญาในฐานะคู่สัญญาและในฐานะผู้รับประโยชน์ ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนาบอกกล่าวไปยังจำเลยแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2542 ตามหนังสือบอกกล่าวท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 และ 7 โจทก์ทั้งสองจึงขอใช้สิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยโดยบรรยายให้เห็นว่า

โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บอย่างไร และมีอาการอย่างไร โดยเฉพาะในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนตามสัญญาในฐานะคู่สัญญาและผู้รับประโยชน์ โดยก่อนฟ้องได้มีหนังสือบอกกล่าวแล้ว ซึ่งเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีหนังสือให้จำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาตามจำนวนเงินที่เอาประกันภัยไว้ 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน คำฟ้องของโจทก์โดยหลักใหญ่จึงเป็นเรื่องฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า "จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ผู้มีประกันภัยทุพพลภาพถาวร" นั้น เป็นความคิดเห็นของโจทก์ทั้งสองถึงลักษณะของบาดแผล

อาการบาดเจ็บและผลที่เกิดขึ้นเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลเห็นว่าตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ทุพพลภาพถาวรตามสัญญาคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ตาม ร.ย. 4.1 ข้อ 3 แต่เป็นเรื่องทุพพลภาพชั่วคราวตามสัญญาคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ตาม ร.ย. 4.1 ข้อ 4 ศาลก็มีอำนาจพิพากษาได้ เพราะคำฟ้องโจทก์ทั้งสองได้บรรยายครอบคลุมถึงอยู่แล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยเหตุโจทก์ที่ 2 ทุพพลภาพชั่วคราว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดใช้เงินให้แก่ผู้มีประกันภัยในกรณีทุพพลภาพชั่วคราวตามสัญญาประกันภัยหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประกันภัยมีการคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้ด้วย ตาม ร.ย. 4.1 โดยค่าสินไหมทดแทนจะต้องจ่ายให้แก่ผู้มีประกันภัยเท่านั้น และการคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลแบ่งออกเป็น 4 ข้อ ข้อ 1 เสียชีวิต ข้อ 2 สูญเสียมือ เท้า สายตา ข้อ 3 ทุพพลภาพถาวร และข้อ 4 ทุพพลภาพชั่วคราว จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีข้อสัญญาข้อใดระบุยกเว้นไว้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดกรณีทุพพลภาพชั่วคราวแต่อย่างใด แม้แต่นายพชรพลผู้รับมอบอำนาจช่วงจำเลยยังเบิกความยอมรับว่า ตามสัญญาประกันภัยมีการคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลด้วย ตาม

ร.ย. 4.1 ถ้าความบาดเจ็บทำให้ผู้มีประกันภัยตกเป็นผู้ทุพพลภาพชั่วคราวภายใน 180 วัน นับแต่วันเกิดอุบัติเหตุ ทางบริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ตามระยะเวลาที่รักษาตัว จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ตามสัญญาประกันภัยท้ายคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องรับผิดใช้เงินในกรณีทุพพลภาพชั่วคราว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานัส เหลืองประเสริฐ · สุรพล เจียมจูไร · ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายทพพงศ์ ทำเนียบ
ศาลอุทธรณ์ภาคภาค 6 - นางนวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2567

บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระบุสินสมรสที่ตกลงยกให้โจทก์เพียงบ้านเลขที่ 109/4 โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 อันเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าว แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยแบ่งที่ดังกล่าวอั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2566

ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยภายหลังหย่าเป็นความตกลงระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสที่มีต่อกันไว้ได้ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ต้องตีความไปต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2559

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจรับประกันภัยวินาศภัยทุกประเภทและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วค 5927 กรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้รับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และ ร. มอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2556 (เลขอ้างอิง 559064)

ที่ผู้ร้องสอดโต้แย้งโจทก์เกี่ยวกับสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีมีปัญหาตีความข้อความในสัญญา และตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดก็ไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดต้องนำสืบพยานหลักฐานในข…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้