Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2631/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยให้การตอนแรกว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์จริงแต่ทำขึ้นเพื่อเป็นประกันการที่โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนนำเงินไปให้ผู้อื่นกู้ จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงิน เป็นการปฏิเสธว่ามิได้กู้เงินจากโจทก์ แต่จำเลยให้การตอนหลังว่าหากฟังว่าจำเลยกู้เงินโจทก์จริง จำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์แล้วเป็นการรับว่าจำเลยกู้เงินโจทก์จริง คำให้การของจำเลยจึงขัดแย้งกัน จำเลยมิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงถือว่าจำเลยได้ยอมรับตามข้ออ้างของโจทก์ว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์แล้ว โจทก์ไม่ต้องนำสืบตามข้ออ้างนั้นอีก ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เพิ่งมาเติม วัน เดือน ปี จำนวนเงินที่กู้และกำหนดเวลาชำระเงินคืนในภายหลังนั้น จำเลยมิได้ปฏิเสธว่าสัญญากู้ดังกล่าวเป็นสัญญาปลอมหรือไม่ถูกต้องอย่างใด เมื่อสัญญากู้ระบุวันเดือน ปี จำนวนเงินที่กู้และกำหนดเวลาชำระเงินครบถ้วนแล้วก็ย่อมรับฟังได้ตามสัญญากู้ดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินกับโจทก์จริง แต่เป็นการค้ำประกันการที่โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนนำเงินไปให้ผู้อื่นกู้ โดยให้จำเลยเก็บดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายวันจากผู้กู้ส่งให้โจทก์ จำเลยไม่เคยได้รับเงินตามสัญญากู้เงิน สัญญากู้เงินมิได้กำหนดดอกเบี้ยและมิได้กำหนดเวลาชำระเงิน แต่โจทก์มาเพิ่มเติมในภายหลัง และโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินที่กู้ หากฟังว่าจำเลยกู้เงินโจทก์จริง จำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์แล้วชั้นชี้สองสถาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดชี้สองสถานงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินกู้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินตามฟ้องแก่โจทก์นั้น ชอบหรือไม่จำเลยฎีกาประการแรกว่า จำเลยให้การว่าสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1จำเลยและโจทก์ทำขึ้นเพื่อเป็นการค้ำประกันการที่จำเลยนำเงินของโจทก์ไปให้ผู้อื่นกู้ จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงินคำให้การของจำเลยดังกล่าวปฏิเสธว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย

จ.1 โจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจริง นั้น เห็นว่า จำเลยให้การตอนแรกว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์จริง แต่ทำขึ้นเพื่อเป็นประกันการที่โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนนำเงินไปให้ผู้อื่นกู้ จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงิน เป็นการปฏิเสธว่ามิได้กู้เงินจากโจทก์ แต่คำให้การของจำเลยตอนหลัง จำเลยให้การว่า หากฟังว่าจำเลยกู้เงินโจทก์จริงจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์แล้ว เป็นการรับว่าจำเลยกู้เงินโจทก์จริงดังนี้คำให้การของจำเลยจึงขัดแย้งกัน จำเลยมิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177วรรคสอง จึงถือว่าจำเลยได้ยอมรับตามข้ออ้างของโจทก์ว่า

จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์แล้วโจทก์ไม่ต้องนำสืบตามข้ออ้างนั้นอีกจำเลยฎีกาต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความสมบูรณ์ชัดแจ้งทั้งชื่อคู่สัญญา จำนวนเงินกำหนดเวลาชำระเงิน ตลอดจนลายมือชื่อคู่สัญญา สัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 แต่ในข้อนี้ จำเลยให้การว่าโจทก์เพิ่งมาเติม วัน เดือน ปีจำนวนเงินที่กู้ และกำหนดเวลาชำระเงินในภายหลัง เมื่อจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่มีมูลหนี้กับโจทก์ตามสัญญากู้ยืม การจะรับฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์โดยไม่มีการสืบพยานจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อคำให้การจำเลยมิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งว่าจำเลยมิได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ จึงถือว่าจำเลยยอมรับตามข้ออ้างของโจทก์โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบตามข้ออ้างดังวินิจฉัยแล้วข้างต้น

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เพิ่งมาเติม วัน เดือน ปี จำนวนเงินที่กู้ และกำหนดเวลาชำระเงินคืนในภายหลังนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ปฏิเสธว่าสัญญากู้ดังกล่าวเป็นสัญญาปลอมหรือไม่ถูกต้องอย่างใดเมื่อสัญญากู้ระบุวันเดือน ปี จำนวนเงินที่กู้ และกำหนดเวลาชำระเงินครบถ้วนแล้วก็ย่อมรับฟังได้ตามสัญญากู้ดังกล่าวพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กู้เกียรติ สุนทรบุระ · บุญส่ง วรรณกลาง · สะสม สิริเจริญสุข
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 951/2546

แม้โจทก์จะเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะตกแก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างโดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7294/2543

จำเลยได้ให้การไว้แล้วว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเรียกร้องค่าเสียหายสูงจากความจริงมาก จึงเท่ากับจำเลยให้การปฏิเสธเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องแล้ว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 652/2541

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินซึ่งได้แบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามไปทำการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 549/2540

คดีไม่มีการชี้สองสถาน แม้ศาลชั้นต้นกำหนดให้ฝ่ายโจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนแล้วไม่มีฝ่ายใดสืบพยาน การที่ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดีก็จะต้องถือหน้าที่นำสืบที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลัก ฟ้องโจทก์บรรยายว่า ขณะโ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้