Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การครอบครองที่ดินของ ส. เป็นการครอบครองโดยได้รับอนุญาตจากสหกรณ์นิคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของสหกรณ์นิคม หากมิได้ปฏิบัติตาม ส. อาจถูกสั่งให้ออกจากนิคมสหกรณ์ได้ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐหรือสหกรณ์ผู้ได้รับมอบอำนาจทางกฎหมายให้จัดที่ดินให้แก่สมาชิก มิได้มอบสิทธิครอบครองให้แก่สมาชิกแต่อย่างใด การครอบครองของ ส. จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์และไม่สามารถขายหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดได้ การที่ ส. ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์มานั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารสิทธิที่แสดงว่า ส. ได้ทำประโยชน์ในที่ดินและเป็นสมาชิกสหกรณ์มาเกินห้าปี และสามารถนำเอกสารนี้ไปออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองทำประโยชน์ได้เท่านั้น มิใช่เป็นเอกสารสิทธิที่แสดงถึงการครอบครอง ดังนั้น ถึงแม้ผู้ร้องจะได้รับมอบการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก็เป็นเพียงเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของ ส. เท่านั้น เมื่อ ส. ไม่มีสิทธิครอบครองผู้ร้องก็ไม่ได้สิทธิครอบครองด้วย และเมื่อภายหลัง ส. ถึงแก่กรรมจำเลยได้เข้าสวมสิทธิของ ส. นำหนังสือแสดงการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายให้แก่ผู้ร้องไว้ก็ตาม แต่เมื่อสัญญาซื้อขายได้กระทำลงยังไม่พ้นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามที่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพฯ มาตรา 12 จึงเป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่อาจใช้บังคับได้ ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 141,171 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี จากต้นเงิน 92,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินดังกล่าวและบ้านเลขที่ 132/2 หมู่ที่ 2 (ปัจจุบันหมู่ที่ 9) ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เป็นของผู้ร้องและนายประสิทธิ์ ชะโหมตะคุ สามีผู้ร้อง ไม่ใช่ของจำเลย จำเลยทำสัญญาขายให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 แต่ที่ดินดังกล่าวยังอยู่ในระยะห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังไม่ได้จดทะเบียนโอนผู้ร้องและสามีได้ทำนาปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ประดับ และปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอด ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะ และที่ดินดังกล่าวอยู่ในบังคับห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 นิติกรรมที่ผู้ร้องทำขึ้นกับจำเลยหรือบิดาจำเลยในระหว่างที่กฎหมายห้ามไว้ จึงขัดต่อกฎหมายเป็นโมฆะ โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินดังกล่าวและสิ่งปลูกสร้างโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ขอให้ยกคำร้องขอ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเดิมมีเนื้อที่ 30 ไร่เศษ โจทก์ได้จัดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายสนับ เคลือบสูงเนิน เข้าทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 นายสนับได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน. 5) ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวแล้ว ในระหว่างที่นายสนับทำประโยชน์อยู่ในที่ดินแปลงพิพาท นายสนับได้แบ่งที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ คือ ส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ขายให้แก่ผู้ร้องตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ร.4 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2531 ผู้ร้องได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกบ้านพักอาศัยและทำเกษตรกรรมตลอดมา

ต่อมาเมื่อปี 2538 นายสนับถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นบุตรนายสนับได้เข้าสวมสิทธิของนายสนับและได้นำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน. 5) ไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในชื่อของจำเลยทั้งแปลงหลังจากนั้นจำเลยได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลง คือ ที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องทำประโยชน์มีเนื้อที่ 15 ไร่ กับส่วนที่เหลือเนื้อที่ 18 ไร่เศษในนามของจำเลย ต่อมาจำเลยได้ขายแปลงเนื้อที่ 18 ไร่เศษให้แก่โจทก์ ส่วนที่ดินพิพาทจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสาร ร.7 ให้แก่ผู้ร้องไว้ หลังจากนั้นจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่โจทก์เพื่อประกันหนี้เงินกู้แล้วไม่ชำระหนี้ โจทก์ฟ้องศาลขอให้บังคับ ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือไม่ ในข้อนี้ผู้ร้องฎีกาว่า นายสนับได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาเพื่อตนเองจนได้หนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) นายสนับจึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมิใช่ครอบครองแทนโจทก์ และมีอำนาจแบ่งขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ร้องได้ เมื่อผู้ร้องได้รับมอบสิทธิครอบครองผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเอง ผู้ร้องจึงได้สิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ที่โจทก์จัดให้แก่นายสนับซึ่งเป็นสมาชิกนิคมเข้าทำประโยชน์ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ

พ.ศ.2511 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า...เมื่อสมาชิกนิคมได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว และได้เป็นสมาชิกนิคมมาเป็นเวลาเกินกว่าห้าปี...ให้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่ผู้นั้น มาตรา 11 วรรคสอง บัญญัติว่า ผู้ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์แล้วจะขอให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ แล้วแต่กรณี และวรรคสอง บัญญัติว่า ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี

นอกจากนี้สมาชิกนิคมสหกรณ์จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 17 หากไม่ปฏิบัติตามอธิบดีกรมสหกรณ์ที่ดินมีอำนาจสั่งให้ออกจากนิคมสหกรณ์ได้ตามมาตรา 38 เมื่อถูกสั่งให้ออกจากนิคมสหกรณ์ผู้ครอบครองที่ดินก็จะสิ้นสภาพสมาชิกนิคมสหกรณ์ตามมาตรา 39 เมื่อสิ้นสภาพสมาชิกแล้วก็ไม่อาจครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อไปได้ตามมาตรา 6 ดังนั้นการครอบครองที่ดินของนายสนับดังกล่าวจึงเป็นการครอบครองโดยได้รับอนุญาตจากสหกรณ์นิคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของสหกรณ์นิคมข้างต้น หากมิได้ปฏิบัติตามนายสนับอาจถูกสั่งให้ออกจากนิคมสหกรณ์ได้ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า รัฐหรือสหกรณ์ผู้ได้รับมอบอำนาจทางกฎหมายให้จัดที่ดินให้แก่สมาชิก

มิได้มอบสิทธิครอบครองให้แก่สมาชิกแต่อย่างใด การครอบครองของนายสนับจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ และไม่สามารถขายหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดได้ การที่นายสนับได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) มานั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารสิทธิที่แสดงว่านายสนับได้ทำประโยชน์ในที่ดินและเป็นสมาชิกสหกรณ์มาเกินห้าปี และสามารถนำเอกสารนี้ไปออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้เท่านั้น มิใช่เป็นเอกสารสิทธิที่แสดงถึงการครอบครองตามที่ผู้ร้องฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น ถึงแม้ผู้ร้องจะได้รับมอบการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก็เป็นเพียงเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของนายสนับเท่านั้น เมื่อนายสนับไม่มีสิทธิครอบครองผู้ร้องก็ไม่ได้สิทธิครอบครองด้วย และเมื่อภายหลังนายสนับถึงแก่กรรม

จำเลยได้เข้าสวมสิทธิของนายสนับนำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) สำหรับที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายให้แก่ผู้ร้องไว้ก็ตาม แต่เมื่อสัญญาซื้อขายได้กระทำลงยังไม่พ้นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวจึงเป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายสัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่อาจใช้บังคับได้ ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น สำหรับที่ผู้ร้องฎีกาต่อไปว่า จำเลยไม่มีสิทธิจำนองที่ดินพิพาทเพื่อประกันหนี้ไว้แก่โจทก์นั้น เมื่อฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของผู้ร้องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
องอาจ โรจนสุพจน์ · ประชา ประสงค์จรรยา · ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้