Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในการซื้อขายที่พิพาทกันซึ่งมีชื่อบ. เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองคงมีแต่โจทก์ต. บ. และป. เท่านั้นที่ได้เจรจาต่อรองกันไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้รู้เห็นยินยอมหรือร่วมเจรจาอยู่ด้วยแต่ต. กลับเป็นผู้รับรองต่อโจทก์ว่าบุตรทุกคนยินยอมให้ขายที่พิพาทได้และรับว่าหากโจทก์ต้องการใช้ประโยชน์ในที่พิพาทเมื่อใดก็จะจัดการให้รื้อบ้านออกไปและก่อนซื้อโจทก์ได้ไปดูที่พิพาทและเห็นจำเลยปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่พิพาทในลักษณะมั่นคงถาวรอยู่ก่อนแล้วแต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ซักถามจำเลยหรือแม้แต่บ. และต.ให้ได้ความชัดเจนว่าจำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่พิพาทได้ด้วยเหตุใดการที่โจทก์ซื้อที่พิพาทไว้ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าจำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยอันเป็นการใช้สิทธิครอบครองที่พิพาทอยู่ถือไม่ได้ว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทโดยสุจริตเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยในพฤติการณ์เช่นนี้เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 11 หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งน้อย อำเภอเมืองนครปฐมจังหวัดนครปฐม โดยโจทก์ซื้อมาจากนายบุญลือ อารีย์ เมื่อวันที่8 กรกฎาคม 2534 จำเลยทั้งสามปลูกบ้านอาศัยอยู่บนที่ดินดังกล่าวเมื่อปลายปี 2536 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกจากที่พิพาทแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ที่ดินทำประโยชน์ได้ ที่ดินดังกล่าวมีราคาประมาณ1,000,000 บาท โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากราคาที่ดินดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 11 เล่ม 1 หน้า 29 หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งน้อยอำเภอเมืองนครปฐม และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี

จากต้นเงิน 1,000,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ดังกล่าวเป็นของนายจรัส อารีย์ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเป็นบิดาของภรรยาจำเลยที่ 3ปัจจุบันนายจรัสได้เสียชีวิตไปแล้ว ขณะที่นายจรัสยังมีชีวิตอยู่ได้แบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุตรรวม 5 คน ครอบครองทำประโยชน์คือจำเลยที่ 1 ที่ 2 ภรรยาของจำเลยที่ 3 นายเรือง อารีย์และนายสำราญ อารีย์ จำเลยทั้งสามได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ได้ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งสาม

นายเรือง และนายสำราญโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามและโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์โจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 11 เล่ม 1 หน้า 29 หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งน้อยอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์จำเลย ทั้ง สาม ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในประเด็นนี้เห็นว่าตามคำพยานโจทก์และพยานจำเลยได้ความว่า ในการซื้อขายที่พิพาทกันคงมีแต่โจทก์

นางตา นายบุญลือและนายปรีชาเท่านั้นที่ได้เจรจาต่อรองกัน ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้รู้เห็นยินยอมหรือร่วมเจรจาอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังได้ความด้วยว่า น.ส.3 ที่พิพาทมีชื่อนายบุญลือเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่นางตากลับเป็นผู้รับรองต่อโจทก์ว่าบุตรทุกคนยินยอมให้ขายที่พิพาทได้ และนางตารับว่าหากโจทก์ต้องการใช้ประโยชน์ในที่พิพาทเมื่อใดก็จะจัดการให้รื้อถอนออกไป โจทก์เองก็เบิกความรับว่ารู้สึกแปลกใจที่มีการโอนที่พิพาทกลับไปกลับมาแล้วจึงมาโอนขายให้โจทก์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว โจทก์ก็น่าจะต้องสอบถามความเป็นมาของที่พิพาทของจำเลยให้ได้ความแน่ชัดว่าที่พิพาทเป็นของใครกันแน่ ทั้งโจทก์ก็มิได้นำนางตาและนายบุญลือซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของที่พิพาทมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ด้วย

การที่โจทก์ซื้อที่พิพาทจากนายบุญลือโดยก่อนซื้อโจทก์ได้ไปดูที่พิพาทและเห็นจำเลยทั้งสามปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่พิพาทในลักษณะมั่นคงถาวรอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ซักถามจำเลยทั้งสาม หรือแม้แต่นายบุญลือและนางตาให้ได้ความชัดเจนว่าจำเลยทั้งสามปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่พิพาทได้ด้วยเหตุใดซึ่งหากโจทก์ซื้อที่พิพาทโดยสุจริตแล้วก็น่าจะต้องสอบถามให้ได้ความโดยถ่องแท้เสียก่อน การที่โจทก์ซื้อที่พิพาทไว้ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า จำเลยทั้งสามปลูกบ้านอยู่อาศัยอันเป็นการใช้สิทธิครอบครองที่พิพาทอยู่เช่นนี้ กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ซื้อที่พิพาทโดยสุจริต การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามในพฤติการณ์เช่นนี้เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจและเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · จุมพล ณ สงขลา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4928/2562

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอยืมที่ดินพิพาทเพื่อไปกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงถือสิทธิครอบครองที่ดินแทนโจทก์ กับทำหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13381/2557

จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งตามที่โจทก์อ้างนั้นนำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเวลาหลายปี จึงทำให้มีดอกเบี้ยค้างชำระจำนว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6164/2552

เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมได้รับสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ไม่ว่าจะได้อุ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2551

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ต่อเติมแนวกันสาดจากอาคารมากเกินความจำเป็นและไม่ได้วางแผงขายสินค้าบนถนน ฎีกาของจำเลยที่ว่ากระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิด เพราะโจทก์ยินยอมแล้วเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขัดแย้งแตกต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้