Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรมสรรพากรโจทก์ส่งแบบแจ้งการประเมินให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่1ชำระเงินค่าภาษีอากรโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้วแต่ส่งไม่ได้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ผู้นำส่งรายงานว่าไม่มีผู้รับนับว่าเป็นกรณีที่ไม่สามารถจะส่งตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา8วรรคหนึ่งโจทก์จึงชอบที่จะเลือกส่งตามวิธีที่บัญญัติไว้ในวรรคสามคือส่งโดยวิธีโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ก็ได้การที่โจทก์ลงโฆษณาแบบแจ้งการประเมินในหนังสือพิมพ์ท้องที่จึงถือได้ว่าจำเลยที่1ได้รับแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วจำเลยที่1มิได้อุทธรณ์การประเมินจึงมีผลให้หนี้ภาษีอากรตามฟ้องเป็นหนี้เด็ดขาดและมีจำนวนแน่นอนเกินกว่าห้าแสนบาทขึ้นไปจำเลยที่2ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่1จะกลับมาปฏิเสธว่าหนี้ดังกล่าวไม่ชอบหรือจำนวนหนี้ไม่ถูกต้องอีกหาได้ไม่ เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดให้จำเลยที่1ชำระเงินค่าภาษีอากรตามที่ประเมินแก่โจทก์ภายในกำหนด30วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินเมื่อโจทก์ได้ส่งแบบแจ้งการประเมินให้จำเลยที่1ทราบโดยวิธีโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ซึ่งถือได้ว่าจำเลยที่1ได้รับแบบแจ้งการประเมินภาษีในวันที่ได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์อายุความจึงเริ่มต้นเมื่อครบกำหนด30วันนับแต่วันที่จำเลยที่1ได้รับแบบแจ้งการประเมินภาษีอากรซึ่งเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วยังไม่เกิน10ปีคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดมีหนี้สินล้นพ้นตัวจำเลยที่2หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่1ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่1โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1070,1077และมาตรา1080จึงไม่อาจต่อสู้ว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของจำเลยที่1หรือมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีการค้าของปี 2517-2521 เป็นเงินเกินกว่า 500,000 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีดังกล่าวให้โจทก์ภายใน 30 วันเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2528 โดยการประกาศทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระภายในกำหนดและมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ จึงถือได้ว่าหนี้ภาษีอากรดังกล่าวเด็ดขาดและเป็นหนี้ภาษีอากรค้าง จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นส่วนตัวและไม่จำกัดจำนวนโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้สองครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยวิธีปิดประกาศ

จำเลยทั้งสองได้รับทราบหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับแจ้งการประเมินจากโจทก์ตามขั้นตอนของกฎหมาย จะถือว่าจำเลยที่ 1 ทราบการประเมินของโจทก์แล้วยังไม่ได้

โจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่พ้นระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2517ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ถูกต้อง หนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1มิใช่เป็นหนี้ที่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 500,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2มิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่มีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์ได้ศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14จำเลย ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 เสียภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ทำการไต่สวนแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 1 จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าเพิ่มรวมเป็นเงิน 862,276.84 บาท ปรากฏตามรายงานการตรวจสอบภาษีอากรเอกสารหมาย จ.11 เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ออกแบบแจ้งการประเมินตามเอกสารหมาย จ.13 ส่งให้จำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แต่ได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ได้นำส่งณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แล้วแต่ไม่พบและไม่มีผู้รับ โจทก์จึงจัดการส่งแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวให้จำเลยทราบโดยวิธีโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มิได้ชำระภาษีอากรประเมินตามแบบแจ้งการประเมินและมิได้อุทธรณ์การประเมินแต่อย่างใดสำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น

แม้จำเลยที่ 2 จะฎีกายืดยาวหลายประการแต่พอสรุปเป็นปัญหาต้องวินิจฉัยได้ 3 ข้อ ดังนี้คือ หนี้ภาษีอากรที่โจทก์อ้างเป็นมูลฟ้องคดีนี้เป็นหนี้จำนวนแน่นอนและมีจำนวนเกินกว่าห้าแสนบาทหรือไม่ คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยที่ 2มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ สำหรับปัญหาข้อแรกที่ว่าหนี้ภาษีอากรที่โจทก์อ้างเป็นมูลฟ้องคดีนี้เป็นหนี้จำนวนแน่นอนและมีจำนวนเกินกว่าห้าแสนบาทหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากโจทก์ และเจ้าหน้าที่ของโจทก์คำนวณภาษีอากรประเมินไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าประมวลรัษฎากร มาตรา 8 บัญญัติว่า "หมายเรียก หรือหนังสืออื่น ซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้

จะให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือจะส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ถ้าให้นำไปส่ง เมื่อผู้ส่งไม่พบผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่ในบ้านหรือสำนักงานของผู้รับก็ได้ถ้าไม่สามารถจะส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้นจะส่งโดยวิธีปิดหมายหรือหนังสือในที่ซึ่งมองเห็นได้ถนัดที่ประตูบ้านหรือสำนักงานของผู้รับหรือโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ก็ได้เมื่อได้ส่งหมายหรือหนังสือตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนที่โจทก์จะส่งแบบแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 862,276.84 บาท โดยวิธีโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่นั้นโจทก์ได้ส่งแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้วแต่ส่งไม่ได้

เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ผู้นำส่งรายงานว่าไม่มีผู้รับ กรณีเช่นนี้นับว่าเป็นกรณีที่ไม่สามารถจะส่งตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งแห่งบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้ โจทก์จึงชอบที่จะเลือกส่งตามวิธีการใดวิธีการหนึ่งในสองวิธีตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสาม คือส่งโดยวิธีปิดหมายหรือหนังสือในที่ซึ่งมองเห็นได้ถนัดที่ประตูบ้านหรือสำนักงานของผู้รับ หรือส่งโดยวิธีโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ก็ได้ดังนั้นการที่โจทก์ลงโฆษณาแบบแจ้งการประเมินตามเอกสารหมายจ.13 ในหนังสือพิมพ์ท้องที่ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวตามความในวรรคท้ายแห่งบทกฎหมายดังกล่าวแล้วและเมื่อข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่าจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์การประเมินไว้ซึ่งมีผลในหนี้ภาษีอากรตามฟ้องเป็นหนี้เด็ดขาดและมีจำนวนแน่นอนเกินกว่าห้าแสนบาทขึ้นไป

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 จะกลับมาปฏิเสธว่าหนี้ดังกล่าวไม่ชอบหรือจำนวนหนี้ไม่ถูกต้องอีกหาได้ไม่สำหรับปัญหาวินิจฉัยข้อสองที่ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า อายุความฟ้องร้องดำเนินคดีเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีไว้คือวันที่ 19 กันยายน 2527 หากนับถึงวันฟ้องจะเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีอากรตามที่ประเมินแก่โจทก์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินคดีนี้โจทก์ได้ส่งแบบแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยวิธีโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2528 ซึ่งถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับแบบแจ้งการประเมินภาษีในวันที่ได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์

อายุความจึงเริ่มต้นเมื่อครบกำหนด 30 วันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับแบบแจ้งการประเมินภาษีอากร ซึ่งเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความส่วนปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายที่ว่า จำเลยที่ 2มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่นั้น เมื่อคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์ จำนวน 862,276.84 บาท และจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่มีทรัพย์สินใดชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070, 1077และมาตรา 1080 จึงไม่อาจต่อสู้ว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หรือมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้ ทั้งกรณีไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาด ชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สะสม สิริเจริญสุข · สมาน เวทวินิจ · สุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 356/2541

จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ภาษีอากร โจทก์จึงนำหนี้ภาษีอากรของจำเลยที่ 1 มาฟ้องจำเลยที่ 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2549

คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็ตาม แต่ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7093/2545

ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ซึ่งได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างได้ ตาม พ.ร.บ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/2529

จำเลยที่ 2 และที่ 4 เคยเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนจำเลยที่ 1 แต่ได้ออกจากการเป็นหุ้นส่วนก่อนที่โจทก์จะฟ้องห้างจำเลยที่ 1 ให้ล้มละลาย จำเลยที่ 2 และที่ 4ย่อมมิใช่หุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2566

ขณะห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นบริษัทจำกัดคือจำเลยที่ 1 แล้ว ห้า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้