Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2548 (เลขอ้างอิง 266459)

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์อ้างว่ามีการตกลงจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินพิพาทกันตามคำฟ้องสำนวนแรก แต่จำเลยอ้างว่าตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกันตามคำฟ้องสำนวนหลัง และต่างโต้แย้งว่ามิได้มีการทำสัญญาตามที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้าง ดังนั้น การจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทซึ่งกำหนดไว้ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินพิพาท ย่อมจำเป็นต้องวินิจฉัยให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันตามข้ออ้างของฝ่ายใด และสัญญานั้นมีผลบังคับใช้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อเป็นหลักในการวินิจฉัยว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาขึ้นวินิจฉัยว่า มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ จึงไม่นอกประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ สำหรับฎีกาของจำเลยในเรื่องค่าเสียหายจากการที่จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทตามคำฟ้องในสำนวนแรก โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายก่อนวันฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านและที่พิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยในสำนวนแรกคงให้เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามเดิม ส่วนในสำนวนที่สองให้เรียกโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ สำนวนแรกโจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 30,000 บาท ค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารจะออกไป จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สองจำเลยที่ 2 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,311,375 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 235,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 2 พร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มกราคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 พร้อมทั้งบริวารจะออกไป ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง กำหนดเป็นค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง และให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองส่งมอบการครอบครองบ้านและที่ดินนั้นให้จำเลยที่ 2 ในปี 2538 ต่อมาโจทก์ทั้งสองแจ้งให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบการครอบครองคืน แต่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามยังคงครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทตลอดมา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อแรกมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกปัญหาขึ้นวินิจฉัยว่า มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีการตกลงจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินพิพาทกันตามคำฟ้องสำนวนแรก แต่จำเลยที่ 2 อ้างว่าตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกันตามคำฟ้องสำนวนหลัง โดยต่างโต้แย้งว่ามิได้มีการทำสัญญาตามที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้าง

ดังนั้น การจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทซึ่งกำหนดไว้ว่าโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินพิพาท ย่อมจำเป็นต้องวินิจฉัยให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันตามข้ออ้างของฝ่ายใด และสัญญานั้นมีผลบังคับใช้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อเป็นหลักในการวินิจฉัยว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามข้อตกลงในสัญญานั้น การวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวจึงไม่นอกประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 2 และรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 นำสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล. 2 ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองไปกรอกข้อความในสัญญาเองโดยโจทก์ทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอม

สัญญาที่จำเลยที่ 2 นำมาอ้างจึงเป็นเอกสารปลอม ไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสองได้ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เรื่องค่าเสียหายซึ่งเกิดจากการที่จำเลยที่ 2 อาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทตามคำฟ้องในสำนวนแรกนั้น โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายก่อนวันฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 และบริวารจะออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกษม เวชศิลป์ · จิระวรรณ ศิริบุตร · ไพโรจน์ วายุภาพ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายธนศร สังวรเวชชภัณฑ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 268919)

การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ย. ลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5613/2540

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 หรือไม่ แม้เป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2539

จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำฟ้องโดยไม่มีข้อตกลงว่าหากป.ผิดนัดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดเป็นการไม่ชอบเมื่อจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวไว้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกข…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 107545)

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าออกจากห้องเช่าอันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,000 บาทแม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าที่ดินและห้องพิพาทเป็นของบุคคลอื่นไม่ใช่ของโจทก์ ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ยกข้…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 29398)

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าออกจากห้องเช่าอันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,000 บาทแม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าที่ดินและห้องพิพาทเป็นของบุคคลอื่น ไม่ใช่ของโจทก์ ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ยกข…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้