Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2666/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อผู้บังคับบัญชาระดับบริหารตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยด้วยความสมัครใจและรับเงินช่วยเหลือ 100,000 บาท จากจำเลย แม้หนังสือลาออกของโจทก์ (ที่กระทำขึ้นภายหลังจากจำเลยมีหนังสือเลิกจ้าง) ไม่เป็นเหตุให้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของโจทก์ที่ตกลงยินยอมรับเงินช่วยเหลือจากจำเลย 100,000 บาท ไปแล้วในภายหลังโดยปราศจากข้อโต้แย้งคัดค้านอื่นใดทั้งสิ้น เป็นกรณีที่โจทก์ยินยอมกับจำเลยเพื่อยุติเรื่องการเลิกจ้างที่อ้างเหตุว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ เท่ากับโจทก์ไม่ประสงค์จะเรียกร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้างอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 199,600 บาท สินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้า 33,266 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 300,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ปี 2533 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้างานธุรการ อัตราเงินเดือนเดือนละ 19,960 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือน ต่อมาจำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเนื่องจากมีข้อสงสัยว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ คณะกรรมการสอบสวนสรุปผลว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2549 โจทก์ได้รับค่าจ้างเพียงถึงวันที่ 15 กันยายน 2549 จากนั้นโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริต ขอให้จำเลยทบทวนการลงโทษหรือขอให้จ่ายค่าชดเชย ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ยื่นหนังสือลาออกพร้อมรับเงินช่วยเหลือจากจำเลยเป็นเงิน 100,000 บาท แล้ววินิจฉัยในประเด็นที่ว่า

โจทก์ลาออกด้วยความสมัครใจหรือไม่ว่า แม้จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์แล้ว แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานที่ระบุว่า ผลการวินิจฉัยของผู้บังคับบัญชาระดับบริหารถึงที่สุด กรณียังถือไม่ได้ว่าการลงโทษและการเลิกจ้างโจทก์เป็นที่สุด แต่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ การเป็นนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่สิ้นสุด โจทก์ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นพนักงานจำเลยด้วยความสมัครใจและรับเงินช่วยเหลือจากจำเลยจำนวน 100,000 บาท ย่อมทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงด้วยเหตุโจทก์ลาออก มิใช่ถูกเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ศาลแรงงานภาค 8 กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ลาออกด้วยความสมัครใจหรือไม่ เป็นการกำหนดประเด็นขึ้นเพิ่มเติม จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำผิด ไม่มีเหตุสมควรในการเลิกจ้างถือว่าจำเลยเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุทุจริตต่อหน้าที่ ระหว่างที่โจทก์ขออุทธรณ์การเลิกจ้างโจทก์ทำหนังสือลาออกพร้อมกับขอเงินช่วยเหลือจากจำเลยจำนวน 100,000 บาท โจทก์จึงลาออกด้วยความสมัครใจ ดังนั้นการที่จะพิจารณาวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิรับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องหรือไม่

จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องประกอบกับคำให้การในส่วนที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือโจทก์ลาออกเอง การที่ศาลแรงงานภาค 8 กำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการลาออกของโจทก์ไว้ด้วยก็เพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี หาใช่เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นเพิ่มเติมจนถึงกับเป็นเรื่องนอกเหนือประเด็นแห่งคดีอันจะเป็นเหตุให้ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้างอ้างเหตุว่า โจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2549 โจทก์รับทราบคำสั่งเลิกจ้างในวันดังกล่าว เมื่อจำเลยบอกเลิกจ้างโดยยื่นหนังสือเลิกจ้างให้โจทก์ ทำให้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168 และมาตรา 386 สัญญาจ้างแรงงานของโจทก์จำเลยจึงสิ้นสุดลงด้วยการเลิกจ้าง มิใช่การลาออก ส่วนการยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างไม่ทำให้สัญญาจ้างแรงงานที่สิ้นสุดแล้วกลับสมบูรณ์ขึ้นมาอีก เห็นว่า แม้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยสิ้นสุดลงทันทีด้วยการเลิกจ้างตามที่โจทก์อุทธรณ์มาก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า ในระหว่างพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้าง

โจทก์ได้ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยด้วยความสมัครใจและรับเงินช่วยเหลือจากจำเลย จำนวน 100,000 บาท ซึ่งเมื่อใบลาออกของโจทก์เป็นการกระทำขึ้นภายหลังที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง ทั้งอยู่ในระหว่างพิจารณาอุทธรณ์หนังสือเลิกจ้างที่อ้างเหตุว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการลาออกด้วยความสมัครใจ แม้ใบลาออกของโจทก์หาเป็นเหตุให้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยสิ้นสุดลงไปก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของโจทก์ที่โจทก์ตกลงยินยอมรับเงินช่วยเหลือจากจำเลย จำนวน 100,000 บาท ไปแล้วในภายหลังโดยปราศจากข้อโต้แย้งคัดค้านอื่นใดทั้งสิ้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์ตกลงยินยอมกับจำเลยเพื่อยุติเรื่องการเลิกจ้างที่อ้างเหตุว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ

เท่ากับว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะเรียกร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้างต่อไปอีก โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถตามหนังสือเลิกจ้างหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระพงศ์ จิระภาค · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ศาลล่าง
ศาลแรงงานภาค 8 - นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.313/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ57/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ139/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 716685)

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3306/2567

ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 10 ระเบียบวินัยและมาตรการในการลงโทษทางวินัย ข้อ 14 กำหนดโทษสำหรับพนักงานที่กระทำผิดวินัยไว้ทั้งสิ้น 7 ประการ โดยไม่มีเรื่องการลงโทษปรับเงิน แต่การที่โจทก์ลงโทษ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2567

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้การเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของคำว่า "การเล…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 709575)

อายุงานหรือระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกันให้แก่นายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานให้แก่นายจ้างต่อเนื่องกันไปจนสัญญาจ้างสิ้นสุด…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 717468)

ระยะเวลาการทำงานติดต่อกันของลูกจ้าง เพื่อนำมาใช้คำนวณค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานให้แก่นายจ้างต่อเนื่องไปจนสัญญาจ้างสิ้นสุ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้