Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 266731)

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์ ยังไม่เป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ของโจทก์ในฐานะพนักงานของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่สั่งพักงานโจทก์ เป็นคำสั่งที่ใช้อำนาจตามข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และคำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบถึงโจทก์โดยตรง ดังนั้น หากคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบ โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนได้ ข้อบังคับกำหนดไว้ว่า เมื่อพนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดถูกกล่าวหาและถูกสอบสวนว่ากระทำผิด หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา หรือถูกฟ้องคดีอาญา ถ้าผู้บังคับบัญชาของโจทก์คือจำเลยที่ 2 เห็นว่า หากให้โจทก์คงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคารจำเลยที่ 1 ก็ให้พิจารณาสั่งพักงานโดยต้องเสนอขออนุมัติคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย ถูกดำเนินคดีอาญา และโจทก์กระทำการขัดขวางหรือยับยั้งการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือการสอบสวนความผิดทางวินัย เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน เป็นกรณีที่หากให้โจทก์คงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคาร การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้พักงานโจทก์เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัย จึงชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในสำนวนคดีแรกก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ศาลแรงงานกลางอนุญาต จึงให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 1 กับเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องสำนวนแรกขอให้เพิกถอนคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ พ. 127/2544 และมติคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ ครั้งที่ 15/2544 ที่อนุมัติให้พักงานโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ย้อนหลังและให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์ฟ้องสำนวนหลังขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยและคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกันดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การแก้แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ พ. 127/2544 ที่ พ. 24/2542 ที่ พ. 192/2542 ที่ พ. 234/2544 ที่ พ. 240/2544 และที่ พ. 241/2544 และคำสั่งอื่นรวมทั้งมติคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ย้อนหลังแก่โจทก์และนายทรงเดช ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหาย 200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยให้คำพิพากษาผูกพันนายทรงเดชและลูกจ้างอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ถูกกระทบโดยคำสั่งที่ถูกเพิกถอน นอกจากนั้นระหว่างพิจารณาโจทก์ถูกสั่งให้พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ พ. 117/2545 และที่ พ. 123/2545 และนายทรงเดชถูกสั่งให้พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ พ. 116/2545

ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า มีเหตุที่ศาลฎีกาจะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นยกฟ้องโจทก์หรือที่จะพิพากษายกคำพิพากษาดังกล่าวเสียหรือไม่ ในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่วินิจฉัยตามคำฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ สำหรับคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์ซึ่งมีอยู่สองส่วน ส่วนแรกคือการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีตั้งกล่องรับบริจาคเงินในชื่อ "มูลนิธิศักดา - อัญชลี ณรงค์" ตามคำสั่งที่ พ. 134/2541 และกรณีการอำนวยสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาฉะเชิงเทรา โครงการสุวินทวงศ์สวีทโฮม ตามคำสั่งที่

พ. 183/2541 ในส่วนแรกนี้ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 มีผลเพียงให้คณะกรรมการที่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งมา มีอำนาจสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นการทั่วไปที่ไม่มีผลกระทบต่อโจทก์โดยตรง โดยคำสั่งดังกล่าวหามีผลเป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ของโจทก์ในฐานะพนักงานของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ในส่วนหลังคือ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์กับพวกตามคำสั่งที่ พ. 24/2542 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งสืบเนื่องจากการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งที่ พ. 134/2541 คำสั่งที่ พ. 192/2542 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งสืบเนื่องจากการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งที่

พ. 183/2541 คำสั่งที่ พ. 234/2544 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์กับพวกกรณีการอำนวยสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาสระบุรี คำสั่งที่ พ. 240/2544 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์กรณีการอำนวยสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาเชียงใหม่ และคำสั่งที่ พ. 241/2544 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์กับพวกกรณีมีการดำเนินการให้พนักงานในสังกัดฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาคเซ็นหนังสือลาออกไว้ล่วงหน้านั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้การแต่งตั้งคณะกรมการสอบสวนทั้งห้าชุดจะมุ่งเฉพาะตัวโจทก์ แต่สถานะในฐานะเป็นพนักงานของโจทก์จะกระทบกระเทือนก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยว่า โจทก์กระทำผิดจริงและลงโทษสืบเนื่องจากการสอบสวนความผิดทางวินัยนั้น ลำพังการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์ยังหาทำให้มีผลเป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ของโจทก์ในฐานะพนักงานของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวได้เช่นกัน ส่วนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่สั่งพักงานโจทก์ตามคำสั่งที่ พ. 127/2544 เห็นได้ว่าเป็นคำสั่งที่จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 คือ ข้อบังคับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฉบับที่ 17 เรื่อง

ระเบียบปฏิบัติของพนักงานธนาคารว่าด้วยวินัย การสอบสวน การลงโทษพนักงานและลูกจ้าง การอุทธรณ์การถูกลงโทษของพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ.2520 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และคำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบถึงโจทก์โดยตรง ดังนั้น หากคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบ โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนได้ ปัญหาว่าคำสั่งดังกล่าวชอบหรือไม่ ข้อบังคับกำหนดไว้ในข้อ 11 ซึ่งมีข้อความ ดังนี้ "ข้อ 11 เมื่อพนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดถูกกล่าวหาและถูกสอบสวนว่ากระทำผิดหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าหากให้ผู้นั้นคงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคาร ก็ให้รายงานตามลำดับจนถึงผู้จัดการเพื่อพิจารณาสั่งพักงาน

ผู้จัดการมีอำนาจสั่งให้พนักงานหรือลูกจ้างพักงานได้ทุกตำแหน่ง เว้นแต่พนักงานตำแหน่งรองผู้จัดการ ที่ปรึกษา หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าส่วนหรือเทียบเท่า ให้ผู้จัดการเสนอขออนุมัติคณะกรรมการ การพักงานนั้นให้พักจนกว่าการสอบสวนพิจารณาถึงที่สุด?" ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่า โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย และถูกดำเนินคดีอาญา นอกจากนี้โจทก์ยังถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการข่มขู่ คุกคาม พนักงานที่ให้ถ้อยคำเป็นพยานต่อเจ้าพนักงาน คณะกรรมการสอบสวน และพนักงานที่ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของธนาคารในหลายลักษณะ เช่น ฟ้องกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ข่มขู่ด้วยวาจา แจ้งความกล่าวหาและมีการจับกุมพนักงานธนาคาร ทั้งที่การสอบสวนทางวินัยยังไม่ยุติ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้กระทำการโดยมีเจตนาที่จะขัดขวางหรือยับยั้งการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือการสอบสวนความผิดทางวินัย แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ข่มขู่ผู้ใดด้วยวาจาโดยผิดกฎหมายก็ตาม

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์กระทำการขัดขวางหรือยับยั้งการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือการสอบสวนความผิดทางวินัยดังกล่าว ทำให้การสอบสวนข้อเท็จจริงหรือการสอบสวนความผิดทางวินัยไม่อาจดำเนินไปได้ด้วยดี เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่หากให้โจทก์คงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคาร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยถูกดำเนินคดีอาญา และเป็นกรณีที่หากให้โจทก์คงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคาร ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์มีคำสั่งให้พักงานโจทก์เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัย จึงชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แล้ว

โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่สั่งพักงานโจทก์ และคำสั่งอื่นตามคำฟ้องและนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง โดยให้คำพิพากษามีผลผูกพันไปถึงลูกจ้างอื่นด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชัย วิวิตเสวี · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · จรัส พวงมณี
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายเขมภณ กิรัตน์ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13923/2558

โจทก์ฟ้องอ้างว่าการที่จำเลยยกเลิกข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 แล้วนำระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7366/2558

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตนที่เป็นปัญหาพิพาทในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิโจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15113/2558

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้