Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2670/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พฤติการณ์ที่จะเข้าเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) นั้น นอกจากสามีภริยาต้องสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปี แล้ว ยังต้องเป็นการแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติด้วย โจทก์จำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความกันว่า ไม่ประสงค์จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไปจนถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกิน 3 ปี แล้ว แต่เหตุที่โจทก์จำเลยไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกตินั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่นำสืบถึงเหตุทะเลาะ แต่โจทก์กลับรับว่า จำเลยไม่เคยประพฤติเสียหายหรือประพฤติชั่วอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ทางนำสืบของจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์ติดพันหญิงอื่นมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินกับจำเลยและไปจากภูมิลำเนาเสียเอง ทั้งที่จำเลยยังเต็มใจที่จะเป็นคู่สมรสของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แม้ข้อความในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จำเลยไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากันอีกต่อไป แต่ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นเพียงว่า โจทก์เท่านั้นที่สมัครใจแยกไปฝ่ายเดียว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่โจทก์และจำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่ว่ามีการแยกกันอยู่นานเท่าใดก็ตาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันและบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า หากจำเลยไม่ไปขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในความดูแลเลี้ยงดูของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โดยให้โจทก์จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกันและให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยเป็นเงินคนละ 3,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีอายุ 15 ปี หลังจากนั้นให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินคนละ 4,500 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสกัน มีภูมิลำเนาอยู่กินด้วยกันที่บ้านเลขที่ 157/5 ตามฟ้องและมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันสองคน ขณะที่โจทก์เป็นอาสาสมัครทหารพรานปฏิบัติหน้าที่ที่หน่วยทักษิณพัฒนาที่ 9 วัดหนองครก ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความ มีใจความสำคัญว่า โจทก์ จำเลยตกลงกันว่าไม่มีความประสงค์ที่จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป โดยโจทก์จะช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอยู่ในความปกครองของจำเลยตามจำนวนที่ตกลงกันและโจทก์จำเลยจะไม่เรียกร้องสิทธิใด

ๆ ต่อกันอีก ภายหลังจากนั้นโจทก์ไปจากภูมิลำเนา โจทก์กับจำเลยไม่ได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากันอีกเลย นับถึงวันฟ้อง 8 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นเวลาเกิน 3 ปีแล้ว มีปัญหาตามฎีกาจำเลยว่า คดีมีเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ซึ่งบัญญัติว่า สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี หรือไม่

พิเคราะห์แล้ว กรณีที่จะเข้าเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) นั้น นอกจากสามีภริยาต้องสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปีแล้ว ยังต้องเป็นการแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติด้วย คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2549 ที่โจทก์ จำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความตกลงกันว่า ไม่ประสงค์ที่จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไปจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นเวลาเกิน 3 ปีแล้ว แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุที่โจทก์กับจำเลยไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกตินั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า

โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นเหตุทะเลาะเบาะแว้ง อันเป็นเหตุให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข ในทางกลับกันโจทก์กลับรับว่า จำเลยไม่เคยประพฤติเสียหายหรือประพฤติชั่วอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ทางนำสืบของจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์ติดพันผู้หญิงอื่นมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินกับจำเลย และไปจากภูมิลำเนาเสียเอง ทั้งที่จำเลยยังเต็มใจที่จะเป็นคู่สมรสของโจทก์อยู่ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้ว

ย่อมเห็นได้ว่า แม้ตามบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 มีข้อความว่า "วันที่ 30 มิถุนายน 2549 (วันนี้) ทั้งสองฝ่ายได้มีความเห็นชอบตกลงกันว่าไม่มีความประสงค์จะอยู่ร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป " ข้อความดังกล่าวแสดงว่า ตัวโจทก์เท่านั้นสมัครใจแยกไปฝ่ายเดียว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่โจทก์และจำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่ว่ามีการแยกกันอยู่นานเท่าใดก็ตาม ฎีกาจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลย เพราะจำเลยยังสมัครใจที่จะอยู่กับโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · เพลินจิต ตั้งพูลสกุล · กีรติ กาญจนรินทร์
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปัตตานี - นายวัชระ สุวรรณลิขิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)154/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ6/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ18/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัว
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2568

จำเลยฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวตามเอกสารหมาย จ. 13 ข้อ 4 ความว่า "หากผู้ให้สัญญาทำร้ายร่างกายผู้รับสัญญา หรือบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งคนใด ผู้ให้สัญญาขอสละสิทธิในสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2109/2567

สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่ เมื่อฝ่ายภริยาคือจำเลยไม่ได้ทำงานประจำและมีรายได้ไม่แน่นอนย่อมเป็นฝ่ายที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดู แต่ไม่ได้รับการอุปการะเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2567

เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ตามฟ้องโจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565

จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญการพิเศษโดยยกฟ้องโจทก์ คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565

การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้ร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้