Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปัญหาว่าผู้รับมอบอำนาจฟ้องตามใบมอบอำนาจหรือไม่ และการที่โจทก์มิได้ฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองนั้นเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 3(ผู้ฎีกา) ย่อมอ้างอิงในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้ ปัญหาเกี่ยวกับใบมอบอำนาจที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรก็วินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ใบมอบอำนาจของโจทก์มีข้อความมอบอำนาจให้ ส.ให้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีต่อลูกหนี้ให้ส่งมอบทรัพย์สินและใช้ค่าเสียหายมีความหมายถึงให้ฟ้องและดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ผู้ยึดถือรถยนต์ของโจทก์ให้ส่งมอบรถยนต์และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ได้ แม้ร้านค้าของจำเลยที่ 3 อยู่ในชุมชนการค้า แต่การที่จำเลยที่ 3 ซื้อรถยนต์พิพาทของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจาก ศ.ซึ่งเอามาขายให้ที่ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 3 มิได้ซื้อจากร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งที่อยู่ในชุมชนการค้าแต่เป็นการซื้อจากบุคคลที่เอามาขายให้ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 3 เอง จึงไม่เป็นการซื้อในท้องตลาดดังนั้นจำเลยที่ 3 จะสุจริตหรือไม่ก็เป็นเหตุให้ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 การฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 หมายถึงผู้ที่มีเพียงสิทธิครอบครองในทรัพย์สินฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินนั้นคืนจึงต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง แต่รถยนต์คันพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์มีสิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ได้เสมอโดยไม่มีอายุความ จึงจะนำมาตรา 1375 มาใช้บังคับไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยทั้งสองผิดนัดผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว ต่อมาโจทก์ทราบว่ารถยนต์ของโจทก์อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะยึดถือรถยนต์คันนั้นไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 3 ไม่คืนให้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบก็ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคารถยนต์ 75,400 บาทและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 43,240 บาท และต่อจากวันฟ้องอีกเดือนละ1,880 บาท จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ค้าของเก่าทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์เป็นปกติธุระ

มีร้านตั้งอยู่ในที่ชุมชนการค้า จึงถือว่าตั้งอยู่ในท้องตลาดตามกฎหมาย จำเลยที่ 3 ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากนายศิริจันทนา ในท้องตลาด จึงมีสิทธิยึดรถยนต์ไว้จนกว่าโจทก์จะชดใช้ราคาที่ซื้อมาโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 คดีโจทก์ที่เรียกค่าเสียหายขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากไม่สามารถคืนได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคา 35,520 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 1,880 บาท นับตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2513 จนถึงวันที่ 2 เมษายน 2514 ต่อจากนั้นให้จำเลยที่ 3 ร่วมใช้ค่าเสียหายในอัตราดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้แก่โจทก์ด้วย นับตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2514 จนกว่าจะส่งมอบหรือใช้ราคาให้โจทก์จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าร้านค้าของจำเลยอยู่ในชุมนุมการค้าก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ซื้อรถยนต์จากนายศิริซึ่งเอามาขายให้ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 3 นั้น หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ 3 ซื้อรถยนต์ในท้องตลาดไม่เพราะจำเลยที่ 3 มิได้ซื้อจากร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งที่อยู่ในชุมนุมการค้า แต่เป็นการซื้อจากบุคคลที่เอามาขายให้ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 3 เอง จึงไม่เป็นการซื้อในท้องตลาด เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้ซื้อรถยนต์คันพิพาทในท้องตลาดแล้ว และคดีไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ซื้อจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้นหรือไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 3 จะสุจริตหรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุให้ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 จำเลยที่ 3 ต้องคืนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของซึ่งมีสิทธิติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้

ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336สำหรับฎีกาข้อที่ 2 ของจำเลยที่ 3 นั้นแม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การก็ตาม แต่เป็นข้อที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนดตามมาตรา 1375 จึงเป็นอ้างเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ และเห็นว่ารถยนต์คันพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนตามมาตรา 1336 ได้เสมอโดยไม่มีอายุความ ส่วนมาตรา 1375 ที่จำเลยที่ 3 อ้างนั้นเป็นการฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีเพียงสิทธิครอบครองในทรัพย์สินฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินนั้นคืนเท่านั้น จึงต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง

กรณีของโจทก์คดีนี้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจึงจะนำมาตรา 1375 มาใช้บังคับมิได้ส่วนฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับใบมอบอำนาจนั้น แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยให้ โดยเห็นว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้และศาลชั้นต้นมิได้กะเป็นประเด็นนำสืบไว้ก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาว่าผู้รับมอบอำนาจจะมีอำนาจฟ้องตามใบมอบอำนาจหรือไม่นั้นเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 3 จึงชอบที่จะยกขึ้นอ้างอิงในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่าใบมอบอำนาจของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.9 นั้น มีข้อความมอบอำนาจให้นายโสภณ

ดวงจิตต์งามมีอำนาจที่จะดำเนินการฟ้องคดีและดำเนินคดีแทนในนามของโจทก์ต่อลูกหนี้ทั้งหลายตลอดจนผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ยังศาลใด ๆ ที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้ศาลบังคับให้บุคคลดังกล่าวทำการชำระหนี้ชำระเงินใช้ค่าเสียหาย ส่งมอบทรัพย์สิน ใช้เงินค่าดอกเบี้ย หรือเงินค่าอื่นใดอันจำเป็นต้องใช้เนื่องจากการเป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ ฯลฯ ข้อความที่ว่าให้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีต่อลูกหนี้ทั้งหลายให้ส่งมอบทรัพย์สินและใช้ค่าเสียหายนั้น ย่อมมีความหมายกว้างพอที่จะหมายถึงให้ฟ้องและดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3ผู้ยึดถือรถยนต์ของโจทก์และจะต้องส่งมอบรถยนต์และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ด้วย นายโสภณ ดวงจิตต์งาม ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บัญญัติ สุชีวะ · สวัสดิ์ สุขศรีวงษ์ · พิสัณห์ ลีตเวทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้