คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2525 เวลากลางวันจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งซึ่งหลบหนี ได้บังอาจร่วมกันลักเอาสร้อยคอนากหนัก 1 สลึงจำนวน 1 เส้น ราคา 1,200 บาท เงินสด 400 บาทของนางอำนวย บุญเดชไปโดยจำเลยกับพวกได้ใช้ค้อนและไม้ท่อนเป็นอาวุธตีทำร้ายนางอำนวย บุญเดช และเด็กชายนิรัตน์ บุญเดช หลายที โดยมีเจตนาฆ่า ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การชิงทรัพย์หรือปกปิดความผิดเป็นเหตุให้นางอำนวยและเด็กชายนิรัตน์ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวก เหตุเกิดที่ตำบลดงประคำ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก วันเดียวกันเจ้าพนักงานพบค้อนและไม้ที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำผิดและหมวก 1 ใบของจำเลยตกในที่เกิดเหตุ จึงยึดไว้เป็นของกลาง
ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2525 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมสร้อยคอนากของผู้ตายเป็นของกลาง ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 339, 83, 33 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14 ริบไม้และค้อน คืนสร้อยคอนากของกลาง และให้จำเลยใช้เงิน 400 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามฟ้องพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339, 83 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14 ให้ลงโทษตามมาตรา 339 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลย
ริบไม้และค้อนของกลางคืนสร้อยของกลางและชดใช้เงิน 400 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2525 เวลา 11 นาฬิกา นายกาหลง บุญเดช กับนางสุดใจ ภริยา กลับจากตัดฟืนเผาถ่านจะมาแวะที่บ้านนายพัด บุญเดช น้องชาย เพื่อพักร้อนและขอดื่มน้ำ ก่อนจะถึงบ้านนายพัดประมาณ 1 เส้น เห็นนายวิชัย บัวระวงศ์ จำเลยเดินลุกลี้ลุกลนลงจากบ้านนายพัดและเห็นชายอีกคนหนึ่งเดินล่วงหน้าไปก่อน ทั้งสองคนเดินโฉมหน้าไปทางเขาชำกระโดน เมื่อนายกาหลงกับภริยาแวะเข้าไปใต้ถุนบ้านเห็นรอยเลือดไหลลงมาและได้ยินเสียงเหมือนคนกรน จึงวิ่งขึ้นไปดู
เห็นนางอำนวยและเด็กชายนิรัตน์ ภริยาและบุตรของนายพัดถูกทุบตีมีเลือดไหล นางอำนวยยังไม่สิ้นใจ แต่พูดไม่ได้แล้ว ส่วนเด็กชายนิรัตน์ตายแล้ว นางสุดใจวิ่งไปตามคนมาช่วยนายกาหลงไปแจ้งความนายเสาร์ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรตำบลห้องโพรง จ่าสิบตำรวจบรรจง นาคแจ่มกับพวกไปดูที่เกิดเหตุ พบผู้ตายทั้งสองถูกตีที่ใบหน้า ใกล้ ๆ ผู้ตายมีท่อนไม้และด้ามค้อนเปื้อนเลือด และพบหมวก 1 ใบ จ่าสิบตำรวจบรรจงทราบจากชาวบ้านว่า หมวกดังกล่าวเป็นของจำเลย และในวันนั้นเองเวลาประมาณ 11 นาฬิกาเศษ นายบุญรอดหรืออด ทุ้ยตา เก็บถ่านอยู่ที่เชิงเขาชำกระโดน เห็นจำเลยกับนายร่อนพี่ชายเดินผ่านมา พอห่างประมาณ 10 วา เห็นจำเลยไปล้างมือและล้างกางเกงที่บ่อน้ำ
ส่วนนายร่อนไปนั่งที่ขอนไม้นายบุญรอดหรือออดเข้าไปถามนายร่อนว่าไปไหน นายร่อนว่าจะไปทำไร่ หลังจากนั้นนายบุญรอดหรือออดนั่งรถยนต์นายทุ้ยกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านนายพัดเห็นมีคนมุงดูอยู่จึงเข้าไปดู นายเสาร์ผู้ใหญ่บ้านจึงให้นายบุญรอดหรือออดไปตามนายพัดซึ่งไปหาถ่านไม้ที่ป่ากลับบ้าน นายพัดตรวจดูแล้วพบว่าสร้อยคอนากหนัก 2 สลึง ราคา 1,200 บาท กับเงินสด 400 บาท หายไป ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2525 พันตำรวจตรีชุบ ธรรมพิทักษ์ กับพวกไปจับกุมจำเลยได้ จำเลยรับสารภาพปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพและพาพนักงานสอบสวนกับพวกไปเอาสร้อยนากของกลางที่จำเลยซ่อนไว้ใต้พระพุทธรูปในบ้านจำเลย ปรากฏตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9 และภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.11 จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับญาติ4 คนไปเลื่อยไม้อยู่ที่เชิงเขา ที่จำเลยรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเพราะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมและขู่จะฆ่าพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ทั้งจำเลยก็เป็นคนอยู่หมู่บ้านเดียวกันกับผู้ตายและนายกาหลงกับนางสุดใจ บุญเดช พยานโจทก์ส่วนนายบุญรอดหรือออด ทุ้ยตา แม้จะอยู่คนละตำบลกับจำเลย แต่ก็รู้จักจำเลยดี ที่นายกาหลงและนางสุดใจเบิกความว่าขณะเดินอยู่ห่างบ้านผู้ตายประมาณ 1 เส้น เห็นจำเลยเดินลงจากบ้านผู้ตาย จึงน่าเชื่อว่าเป็นความจริงหลังจากนั้นเมื่อจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งเดินไปถึงเชิงเขาชำกระโดนนายบุญรอดหรือออด ทุ้ยตา ก็เห็นจำเลยเดินมาจากทางบ้านผู้ตาย และเห็นจำเลยไปล้างมือและล้างกางเกงที่บ่อน้ำเป็นพิรุธอยู่ พยานโจทก์ทั้งสามปากนี้แม้จะไม่เห็นจำเลยในขณะทำร้ายผู้ตายทั้งสองก็ตาม แต่ก็เห็นจำเลยลงจากบ้านผู้ตายในเวลาใกล้เคียงกับผู้ตายทั้งสองถูกทำร้าย
กล่าวคือพอจำเลยคล้อยหลังไปจากบ้านผู้ตาย นายกาหลงกับนางสุดใจก็ขึ้นไปพบนางอำนวยและเด็กชายนิรัตน์ถูกทำร้ายอยู่บนบ้าน นางอำนวยยังไม่ตายแต่พูดไม่ได้แล้ว พฤติการณ์เช่นนี้ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจได้สร้อยคอนากของผู้ตายจากจำเลยหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน และจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้สร้อยคอนากของกลางมาโดยชอบอย่างไร ข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ตีทำร้ายผู้ตายทั้งสองและชิงเอาสร้อยคอนากกับเงินสดไปจริงที่จำเลยฎีกาว่านายกาหลงเบิกความแตกต่างกับนางสุดใจ โดยนายกาหลงเบิกความว่า วันเกิดเหตุขึ้นไปบนบ้านเห็นผู้ตายทั้งสองนอนตายอยู่ใกล้กันจึงเดินลงมาจากบ้าน เห็นจำเลยเดินอยู่ห่างจากบ้าน 2 เส้นส่วนนางสุดใจเบิกความว่าเห็นจำเลยเดินลงมาจากบ้านผู้ตายแล้วจึงขึ้นไปบนบ้านผู้ตายกับนายกาหลงนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายกาหลงเบิกความยืนยันตรงกับคำเบิกความของนางสุดใจว่า
เห็นจำเลยเดินลงจากบ้านผู้ตายแล้ว และเห็นรอยเลือดไหลลงจากกระดานใต้ถุนบ้านพร้อมกับได้ยินเสียงเหมือนคนนอนกรนจึงขึ้นไปบนบ้านและเห็นนางอำนวยกับเด็กชายนิรัตน์นอนอยู่ มีบาดแผลถูกทุบตีทั้งสองคน ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นอนึ่ง พยานโจทก์ที่เห็นจำเลยในวันเกิดเหตุทั้งสามปากต่างรู้จักจำเลยดี ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลย จึงไม่มีเหตุผลที่พยานโจทก์ดังกล่าวจะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังพยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้จำเลยฎีกาขอลดหย่อนผ่อนโทษหากฟังว่าจำเลยกระทำผิดจริงเพราะได้ให้การรับสารภาพ
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในขณะจำเลยกระทำผิด และคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงการกระทำของจำเลยแล้ว เห็นว่า นอกจากจำเลยฆ่านางอำนวยเพื่อชิงทรัพย์แล้ว จำเลยยังฆ่าเด็กชายนิรัตน์อายุเพียง 2 ขวบ ซึ่งเป็นเด็กไร้เดียงสา และไม่อาจกระทำการเป็นปฏิปักษ์หรือเป็นพิษเป็นภัยต่อจำเลย เนื่องในการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใด จำเลยยังโหดร้ายใช้ค้อนทุบตีเด็กชายนิรัตน์จนถึงแก่ความตายไปด้วย แสดงให้เห็นถึงจิตใจอันเหี้ยมโหดหินชาติผิดมนุษย์ของจำเลย จึงไม่สมควรลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน