คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175, 177, 180, 264, 265, 266
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว สั่งประทับฟ้องหมายเรียกจำเลยมาให้การแก้คดีและนัดสืบพยานโจทก์ ครั้นถึงวันนัดโจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวพิพากษายกฟ้องโจทก์ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นว่าผู้พิพากษานายเดียวไม่มีอำนาจพิพากษายกฟ้องและแถลงขอถอนคำร้อง ขอให้พิจารณาคดีใหม่
ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นจึงนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อถึงวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดและโจทก์ถอนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เสียแล้ว จึงยังฟังได้ว่าโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดอยู่ ให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 181 ประกอบด้วยมาตรา 166(โดยลงชื่อครบองค์คณะ)
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องกรณีโจทก์ไม่มาศาลโดยผู้พิพากษานายเดียวลงนามในคำพิพากษา เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ เพราะคดีเกินอำนาจผู้พิพากษานายเดียวที่จะพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ ย่อมหมายความว่าศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีต่อไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั่นเอง เมื่อปรากฏในชั้นพิจารณาว่าโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดและข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ก็ยังคงมีอยู่ตลอดมาไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงวันที่ศาลพิพากษายกฟ้องครั้งที่สอง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 181 ประกอบด้วยมาตรา 166 ได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน