Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานเงินและจำเลยที่ 3 เป็นเสมียนของธนาคารโจทก์สาขาท่ามะกาจำเลยทั้งสามได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจนับและรักษาเงินสดประจำวันร่วมกัน วันเกิดเหตุภายหลังจากเอาเงินสำรองจ่ายออกมาแล้ว จำเลยทั้งสามมิได้ใส่กุญแจตู้นิรภัยพร้อมกันทั้งสามดอกทั้งมิได้ปิดประตูห้องมั่นคง มิได้ใส่กุญแจห้องมั่นคง มิได้เก็บรักษาลูกกุญแจไว้กับตนเองตลอดเวลา อันเป็นการจงใจฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของโจทก์ซึ่งได้วางไว้ในขณะเกิดเหตุ การที่จำเลยทั้งสามฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ไม่มีการฝากถอนเงิน จึงเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้คนร้ายใช้อาวุธปืนขู่บังคับให้จำเลยที่ 2 ใช้ลูกกุญแจตู้นิรภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ทิ้งไว้ไขตู้นิรภัยและเอาเงินสดในตู้นิรภัยไปได้ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดดังกล่าว ตามระเบียบของโจทก์ให้พนักงานเงินยืมเงินจากผู้จัดการมาไว้สำรองจ่ายไม่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงินสดที่สำนักงานเก็บรักษาไว้ได้เป็นประจำวัน แต่ในกรณีจำเป็นผู้จัดการจะให้ยืมเกินกว่าที่กำหนดไว้ก็ได้ โดยบันทึกเหตุผลไว้ในสมุดยืมเงินแม้จำเลยที่ 2 เก็บเงินสำรองจ่ายไว้ในลิ้นชักโต๊ะจำนวนเกินระเบียบของโจทก์ แต่เพราะมีผู้ฝากเงินหลายรายและจำเลยที่ 1 ผู้จัดการไม่อยู่ จำเลยที่ 2 ไม่อาจนำเงินมอบผู้จัดการได้ ทั้งทางปฏิบัติเมื่อมีลูกค้ามาติดต่อฝากเงินหลายรายเพื่อความสะดวกแก่ลูกค้าจำเลยที่ 1 จึงอนุญาตให้จำเลยที่ 2 เก็บเงินสำรองจ่ายไว้ในลิ้นชักโต๊ะเกินกว่าจำนวนครึ่งหนึ่งของเงินในตู้นิรภัยได้ ตามระเบียบของโจทก์ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการที่จะบันทึกเหตุผลไว้ในสมุดยืมเงินในกรณีที่อนุญาตให้พนักงานเงินยืมเงินสำรองจ่ายเกินกว่าครึ่งหนึ่งของเงินสดในตู้นิรภัย ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานเงิน การที่คนร้ายสามารถเอาเงินสดในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยเป็นผลโดยตรงจากการที่คนร้ายใช้อาวุธปืนขู่บังคับจำเลยที่ 2 ให้ต้องยอมคนร้ายเอาเงินในลิ้นชักโต๊ะไปได้ จำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดระเบียบและไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เฉพาะเงินที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะ จึงไม่ต้องรับผิดในเงินจำนวนนี้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีรวมกันสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานโจทก์สาขาท่ามะกา ทำหน้าที่เป็นพนักงานเงิน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจนับและรักษาเงินสดประจำวัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2519 เวลากลางวันมีคนร้าย 1 คน ชิงเอาเงินสด 195,000 บาท ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 1 นางสาวกิติมาและนายเสนอกับชิงเอาเงินสด 67,759.60บาท ของโจทก์ สาขาท่ามะกา ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 1ทั้งนี้เพราะจำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำการฝ่าฝืนระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับของโจทก์ โดยเก็บสำรองจ่ายเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่โจทก์กำหนดให้ และจำเลยที่ 1 ไม่ใช้กุญแจล็อกลิ้นชักเก็บเงินตามระเบียบและคำสั่งของโจทก์

เปิดโอกาสให้คนร้ายชิงเอาเงินสด 67,759.60 บาท ดังกล่าวไปโดยสะดวก ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 67,759.60 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้เงิน 20,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราและระยะเวลาเดียวกับจำเลยที่ 1จำเลยทั้งสองให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาทีนายธีระเธียรพิบูลย์ ได้นำเงินมาฝากธนาคาร 40,000 บาท จำเลยที่ 2ต้องทำเรื่องส่งเงินให้ผู้จัดการก่อน แต่ผู้จัดการไม่อยู่และมิได้ตั้งผู้รักษาการจึงเก็บเงินไว้ในลิ้นชักและใส่กุญแจเรียบร้อย จำเลยที่ 1 มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำการฝ่าฝืนระเบียบ คำสั่งและข้อบังคับของโจทก์แต่อย่างใด

ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสุดวิสัย จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องสำนวนหลังโจทก์ฟ้องทำนองเดียวกับสำนวนแรกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นพนักงานโจทก์ สาขาท่ามะกา โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานเงิน และจำเลยที่ 3 เป็นเสมียนประจำธนาคาร จำเลยทั้งสามดังกล่าวได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจนับและรักษาเงินสดประจำวันร่วมกันมีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง และขัอบังคับของโจทก์ จำเลยที่ 4เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 2จำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่18 พฤศจิกายน 2519 เวลากลางวัน มีคนร้าย 1 คน

ชิงเอาเงินสด195,000 บาท ซึ่งอยู่ในตู้นิรภัย และเงินสด 67,759.60 บาท ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 2 อันเป็นทรัพย์สินของโจทก์สาขาท่ามะกา โดยก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามดังกล่าวได้ใช้ลูกกุญแจคนละดอกไขเปิดตู้นิรภัยนำเอาเงินสดสำรองจ่ายออกมาเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยที่ 2 แล้วจงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่ร่วมกันใส่กุญแจตู้นิรภัยให้ครบทั้งสามดอก คงใส่กุญแจตู้นิรภัยเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น โดยไม่เก็บลูกกุญแจไว้กับตัวหรือให้ผู้อื่นที่เหมาะสม จำเลยที่ 1 ที่ 3 ออกไปนอกสถานที่แต่เอาลูกกุญแจตู้นิรภัยใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยทั้งสองเป็นการผิดระเบียบข้อบังคับและคำสั่งของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชดใช้เงิน 195,000 บาทให้แก่โจทก์ ส่วนเงิน 67,759.60 บาท อีกจำนวนหนึ่ง จำเลยที่ 2ต้องรับผิดชดใช้ ซึ่งโจทก์ได้แยกฟ้องเป็นสำนวนแรก ขอให้จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 195,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมรับผิดชดใช้เงิน 3,000 บาท 20,000 บาท10,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราและระยะเวลาเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 2และที่ 3 กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อฝ่าฝืนระเบียบ คำสั่งและข้อบังคับของโจทก์ การปฏิบัติของจำเลยที่ 1 ได้ใช้ดุลพินิจให้เป็นไปตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและความไม่สะดวกแก่ผู้ฝาก

การที่คนร้ายเข้าไปในธนาคารและใช้อาวุธจี้ชิงทรัพย์ไปเป็นเหตุการณ์อันไม่อาจคาดหมาย ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้เปิดและปิดกุญแจตู้นิรภัยตามหน้าที่และความรับผิดแล้ว กับได้เก็บรักษาลูกกุญแจไว้อย่างดี การที่จำเลยที่ 3 ไม่ใส่กุญแจตู้นิรภัย จำเลยที่ 2ไม่จำต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 ให้การว่า การที่คนร้ายเอาทรัพย์สินในตู้นิรภัยของโจทก์ไป เป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดทั้งลูกกรงห้องที่เก็บตู้นิรภัยก็ใส่กุญแจไว้เรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 6 และที่ 7 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 195,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงิน 3,000 บาท ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 20,000 บาท ให้จำเลยที่ 6และที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 จำนวนเงิน 50,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดในจำนวนเงิน 10,000 บาท ให้ยกฟ้องคดีในสำนวนแรกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์สำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังต่างฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

สำหรับเงินจำนวน 195,000 บาท ในตู้นิรภัยนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 18 พฤศจิกายน 2519 เวลาประมาณ12 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังกับนายวิเชียรเสมียนธนาคารอยู่เฝ้าธนาคาร โดยจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังออกไปรับฝากเงินนอกสำนักงาน และจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังออกไปรับประทานอาหารกลางวันมีคนร้าย 1 คน เข้ามาในสำนักงานใช้อาวุธปืนขู่บังคับจำเลยที่ 2ในสำนวนหลังให้ใช้ลูกกุญแจไขตู้นิรภัย แล้วเอาเงินในตู้นิรภัยจำนวน195,000 บาท กับในลิ้นชักโต๊ะทำงานจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังซึ่งไม่ได้ใส่กุญแจไว้อีกจำนวน 67,759.60 บาทไป คดีมีปัญหาว่าจำเลยทั้งสองในสำนวนแรก และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องในยอดจำนวนเงินตามฟ้องทั้งสองสำนวนหรือไม่

สำหรับเงินจำนวน 195,000 บาท ในตู้นิรภัยนั้นได้ความจากนายฉัตรชัย วงศ์ภักดี พนักงานธนาคารโจทก์สาขาท่ามะกา นายลาดพิชิตชโลธร หัวหน้ากองนิติการโจทก์ ประกอบบันทึกคำให้การจำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 3 เอกสารหมาย ป.จ.2 ป.จ.1 และ ป.จ.3 ตามลำดับและคำสั่งเรื่องการเก็บ การรับ การจ่ายเงินของผู้จัดการ การยืมการส่ง การเก็บเงินของพนักงานการเงิน เอกสารหมาย ป.จ.6 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังมิได้ใส่กุญแจตู้นิรภัยพร้อมกันทั้งสามดอก ภายหลังจากเอาเงินสำรองจ่ายออกมาแล้ว ทั้งมิได้ปิดประตูห้องมั่นคง มิได้ใส่กุญแจห้องมั่นคง มิได้เก็บรักษาลูกกุญแจตู้นิรภัยกับลูกกุญแจห้องมั่นคงไว้กับตนเองตลอดเวลา จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังจงใจฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของโจทก์ซึ่งได้วางไว้ขณะเกิดเหตุ ข้อที่จำเลยอ้างเหตุแก้ตัวว่า

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังออกไปรับฝากเงินนอกธนาคารซึ่งอยู่ไม่ไกลเพื่อความสะดวกในการรับฝาก รับถอนเงินแก่ลูกค้าซึ่งมีมากในวันเกิดเหตุหรือเคยกระทำเช่นนั้นมาเป็นประจำเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งที่ 26/2513 ข้อ 5 เอกสารหมาย ป.จ.6 นั้น เห็นว่า ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า ปกติธนาคารโจทก์สาขาท่ามะกาไม่มีตำรวจคอยดูแลความปลอดภัยและขณะเกิดเหตุพนักงานโจทก์ที่อยู่ในสำนักงานมีเพียงจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังกับนายวิเชียร จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ต่างเป็นกรรมการรักษาเงินจึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรื่องการป้องกันทรัพย์สินของธนาคารตามเอกสารหมาย ป.จ.7 ข้อ 5 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2519 ภายหลังคำสั่งที่ 26/2513 เอกสารหมายป.จ.6 ที่สั่งให้กรรมการรักษาเงินทุกคนใส่กุญแจตู้นิรภัย

ปิดประตูลูกกรงของห้องมั่นคงและใส่กุญแจ แล้วเก็บรักษาลูกกุญแจดังกล่าวไว้กับตนเองตลอดเวลา การที่จำเลยทั้งสามฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งดังกล่าวทั้ง ๆ ที่ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 12 นาฬิกาไม่มีการฝากถอนเงิน จึงเป็นการประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้คนร้ายใช้อาวุธปืนขู่บังคับให้จำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังใช้ลูกกุญแจตู้นิรภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังทิ้งไว้ไขตู้นิรภัยและคนร้ายเอาเงินสดในตู้นิรภัยจำนวน 195,000 บาท ไปได้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังจึงต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดดังกล่าวมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์สำนวนแรกสำหรับยอดเงินจำนวน67,759.60 บาท ในลิ้นชักโต๊ะจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า

จำเลยทั้งสองในสำนวนดังกล่าวต้องร่วมกันรับผิดหรือไม่ ปรากฏจากเอกสารหมาย ป.จ.6 ข้อ 3 มีข้อความว่า"เมื่อเปิดสำนักงานแล้วให้พนักงานเงินยืมเงินจากผู้จัดการมาไว้สำรองจ่ายไม่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงินสดที่สำนักงานนั้น ๆเก็บรักษาไว้ได้เป็นประจำวัน แต่ในกรณีจำเป็นผู้จัดการจะให้ยืมเกินกว่าที่กำหนดไว้ก็ได้ โดยบันทึกเหตุผลไว้ในสมุดยืมเงิน ในวันหนึ่งจะยืมหลายครั้งหรือไม่ยืมเลยเพราะไม่จำเป็นก็ได้ เงินที่พนักงานเงินยืมมาหรือรับไว้ให้พนักงานเงินนำเก็บรักษาไว้ในที่จัดไว้โดยเฉพาะ...." ในวันเกิดเหตุมีผู้นำเงินมาฝากธนาคารหลายรายก่อนที่จำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังจะออกไปรับประทานอาหารกลางวันลูกค้าประจำของธนาคารได้นำเงินมาฝากประมาณ 20,000 บาท

เมื่อจำเลยที่ 3 สำนวนหลังออกไปรับประทานอาหารกลางวันประมาณ 10 นาทีก็ได้ข่าวว่าธนาคารถูกปล้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกยอมรับว่าเก็บเงินสำรองจ่ายไว้ในลิ้นชักจำนวนเกินระเบียบธนาคารแต่ก็น่าเชื่อว่าเพราะมีผู้ฝากเงินหลายรายเมื่อจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังซึ่งเป็นผู้จัดการไม่อยู่ จำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกก็ไม่อาจนำเงินมอบผู้จัดการได้ ทั้งได้ความจากจำเลยที่ 1 สำนวนแรกกับจำเลยที่ 1 สำนวนหลังว่า ทางปฏิบัติปรากฏว่ามีลูกค้ามาติดต่อฝากเงินหลายรายเพื่อความสะดวกแก่ลูกค้า จำเลยที่ 1 สำนวนหลังซึ่งเป็นผู้จัดการจึงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกเก็บเงินสำรองจ่ายไว้ในลิ้นชักเกินกว่าจำนวนครึ่งหนึ่งของเงินในตู้นิรภัยได้เห็นว่า ตามระเบียบธนาคารเอกสารหมาย

ป.จ.6 ข้อ 3 ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 สำนวนหลังซึ่งเป็นผู้จัดการที่จะบันทึกเหตุผลไว้ในสมุดยืมเงินในกรณีที่อนุญาตให้พนักงานเงินยืมเงินสำรองจ่ายเกินกว่าครึ่งหนึ่งของเงินสดในตู้นิรภัย ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานเงิน นอกจากนั้นโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกได้ฝ่าฝืนคำสั่งหรือระเบียบในการเก็บรักษาเงินสำรองจ่ายอย่างใดข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกรักษาเงินจำนวน67,759.60 บาท โดยผิดระเบียบดังข้ออ้างของโจทก์ในคำฟ้อง เห็นว่าการที่คนร้ายสามารถเอาเงินสดจำนวนดังกล่าวในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรก เป็นผลโดยตรงจากการที่คนร้ายใช้อาวุธปืนขู่บังคับจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกกับนายวิเชียรให้จำต้องยอมให้คนร้ายบังคับเอาเงินในลิ้นชักไปได้ จำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกมิได้กระทำผิดระเบียบและไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เฉพาะในเงินจำนวน 67,759.60บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ในสำนวนแรกไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อากาศ บำรุงชีพ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2567

แม้ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตอิฐบล็อกที่ปิดทางภาระจำยอมออก มิได้ระบุให้รื้อถอนหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กและเสาปูนด้วย แต่ก่อนทำการรื้อถอนเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้