Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2724/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นผู้ติดต่อชักจูงให้ผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศ และรับเงินบางส่วนจากผู้เสียหายไว้ ทั้งยังเป็นผู้เขียนแผนที่ให้ผู้เสียหายเดินทางไปหาพวกจำเลยที่กรุงเทพฯ เมื่อผู้เสียหายไม่ได้เดินทางไปทำงาน จำเลยก็เป็นผู้ติดต่อกับพวกจำเลยเพื่อให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะที่แบ่งแยกหน้าที่กันทำในระหว่างจำเลยกับพวกหาใช่เป็นแต่เพียงผู้แนะนำให้ผู้ประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศติดต่อกับผู้ที่จะจัดส่งเองโดยตรงเท่านั้นไม่ และการที่จำเลยกับพวกรับเงินผู้เสียหายไปแล้วไม่ดำเนินการให้ผู้เสียหายได้เดินทางไปทำงานตามที่จำเลยกับพวกพูดรับรองไว้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกไม่มีเจตนาที่จะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง.จำเลยกับพวกเคยส่งบุคคลอื่นไปไต้หวันโดยให้ถือหนังสือเดินทางนักท่องเที่ยวแล้วมีนายจ้างมาคัดเลือกไปทำงานเมื่อไปถึง โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ จัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง จำเลยกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจ จัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 341 ป.อ. มาตรา 343 ป.อ. มาตรา 83 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 82 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน มาตรา 30 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน มาตรา 82

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 91, 83พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526มาตรา 4 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 30, 82จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ ให้เรียงกระทงลงโทษโดยลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 จำคุก2 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 5 ปีจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาในศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"มีปัญหาว่าจำเลยร่วมกับพวกอีก 1 คน กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ โจทก์มีนายมีแก้วทาสี พ่อตาผู้เสียหายมาเบิกความว่า จำเลยได้เรียกนายมีเข้าไปพูดชักชวนให้ไปบอกผู้เสียหายไปทำงานที่ไต้หวัน ถ้าไม่มีเงินค่าใช้จ่าย จำเลยก็จะช่วยจัดการให้ นายมีจึงไปบอกผู้เสียหายผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อทราบจากนายมี จึงไปหายืมเงิน 15,000 บาทนำไปมอบให้แก่นายมี โดยมีนายพรม ลาดศรี ผู้ให้ยืมเงินมาเบิกความสนับสนุน นายมีเบิกความต่อไปว่า หลังจากนั้นจำเลยได้มาถามนายมีว่าได้เงินหรือยัง นายมีบอกว่าได้มาแล้วแต่ยังไม่ครบ จำเลยให้นายมีไปที่บ้านจำเลยพบกับนายเอกชัย เตชะวงศ์ ซึ่งจำเลยบอกว่าเป็นเจ้าของบริษัทที่จะส่งคนไปทำงานต่างประเทศ

นายเอกชัยให้วางเงิน 15,000 บาทเพื่อเป็นค่าวีซ่าและค่าตั๋วเครื่องบินก่อน นายมีจึงมอบเงินให้แก่จำเลย นายเอกชัยได้ทำใบรับเงินให้นายมีไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 หลังจากนั้นจำเลยได้พานายมีไปยืมเงินจากนางเตียง ปักกาเล จำนวน 20,000บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ โดยมีนางเตียงมาเบิกความสนับสนุนว่านายมีกับจำเลยไปหานางเตียงที่บ้าน นายมีขอยืมเงินเพื่อส่งผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศจำเลยพูดกับนางเตียงให้นายมียืมเงินเพราะจะยืมไม่นาน มีแหล่งจะหาเงินมาใช้คืนผู้เสียหายและนายมีเบิกความว่า ได้มอบเงิน 20,000 บาท ให้แก่จำเลยต่อมาจำเลยได้เขียนแผนที่ให้ผู้เสียหาย นายทองม้วน สิงห์ทอง และนายมา ศรัทธาคังซึ่งจะไปทำงานด้วยกันเดินทางไปหานายเอกชัยที่กรุงเทพมหานครโดยมีนายทองม้วนและนายมาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายและนายมีว่า

จำเลยเป็นผู้ไปพูดชักชวนให้นายทองม้วนและนายมาไปทำงานที่ไต้หวัน และได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยคนละ 35,000 บาท หลังจากที่ไม่ได้เดินทางไปไต้หวันแล้ว จำเลยได้คืนเงินให้แก่นายทองม้วนและนายมาจึงไม่มีเหตุที่นายทองม้วนและนายมาจะมาเบิกความปรักปรำจำเลย ส่วนผู้เสียหายนั้นหลังจากไม่ได้เดินทางไปไต้หวันแล้ว ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้ไปติดต่อกับนายเอกชัย แล้วนำเช็คธนาคารกสิกรไทยจำกัด สาขามหาสารคาม ลงวันที่ 5 เมษายน 2530 สั่งจ่ายเงิน30,000 บาท มามอบให้แก่ผู้เสียหายซึ่งต่อมาธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้เสียหายจึงไม่ได้รับเงินคืน เห็นว่าจากพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ติดต่อชักจูงให้ผู้เสียหายไปทำงานที่ไต้หวัน เป็นผู้รับเงินไปบางส่วน

เขียนแผนที่ให้ผู้เสียหายกับผู้สมัครงานอื่นเดินทางไปหาพวกของจำเลยที่กรุงเทพมหานคร เมื่อผู้เสียหายไม่ได้เดินทางไปไต้หวัน จำเลยก็เป็นผู้ติดต่อกับพวกของจำเลยเพื่อให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวอยู่ในลักษณะที่แบ่งแยกหน้าที่กันทำในระหว่างจำเลยกับพวก หาใช่จำเลยเป็นแต่เพียงผู้แนะนำให้ผู้ประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศติดต่อกับผู้ที่จะจัดส่งเองโดยตรงดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ไม่และการที่จำเลยกับพวกรับเงินไปจากผู้เสียหายแล้ว แต่ไม่ดำเนินการให้ผู้เสียหายได้เดินทางไปทำงานที่ไต้หวันตามที่จำเลยกับพวกพูดรับรองไว้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกไม่มีเจตนาที่จะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายได้ทำที่ไต้หวัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยส่วนปัญหาว่าจำเลยร่วมกับพวกอีก 1 คน

กระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางหรือไม่นั้น โจทก์มีนายธีรพร สายสุวรรณ ซึ่งรับราชการตำแหน่งแรงงานจังหวัดมหาสารคามมาเบิกความว่า ทั้งจำเลยและนายเอกชัยพวกของจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจำเลยก็มิได้นำสืบปฏิเสธในข้อนี้กับมีนายสุวรรณ อัปมาเก พยานโจทก์มาเบิกความว่า เมื่อเดือนมกราคม 2530 ได้ติดต่อกับจำเลยเพื่อให้จัดส่งไปทำงานที่ไต้หวัน เหตุที่ติดต่อจำเลยเพราะก่อนหน้านั้นเคยมีคนในหมู่บ้านไปทำงานที่ไต้หวัน โดยจำเลยกับนายเอกชัยเป็นผู้จัดส่งไปจำเลยได้บอกแก่นายสุวรรณว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่าย 35,000 บาท

สำหรับงานที่จะไปทำเป็นการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม มีกำหนด 1 ปี ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท หากเจ้าของโรงงานดีก็สามารถต่อสัญญาได้เป็นรายปี นายสุวรรณเชื่อตามที่จำเลยบอก หลังจากนั้นนายสุวรรณก็ได้จ่ายเงินให้แก่นายเอกชัย ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2530จำเลยกับนายเอกชัยก็ได้ไปส่งนายสุวรรณกับบุคคลอื่นอีกประมาณ 13 คนขึ้นเครื่องบินไปที่ประเทศเกาหลี และพักอยู่ 4 วัน เพื่อทำวีซ่าเข้าไต้หวันเมื่อเดินทางต่อไปถึงไต้หวัน ก็มีนายจ้างมาคัดเลือกไปทำงานนายสุวรรณได้ทำงานที่โรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ ทำได้ 2 เดือน ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจของไต้หวันจับกุมในข้อหาว่าวีซ่าหมดอายุเพราะออกในลักษณะนักท่องเที่ยวและถูกส่งตัวกลับประเทศไทย

เห็นว่านายสุวรรณพยานโจทก์นี้เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันกับจำเลย บ้านอยู่ห่างกันประมาณ1 เส้นหากจำเลยไม่ได้พูดจารับรองกับนายสุวรรณดังที่เบิกความมาแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่นายสุวรรณจะมาเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ก็ได้ความอีกว่า ยังมีนายประยงค์ แก้วทาสี บุตรของนายมี แก้วทาสีพยานโจทก์ที่ได้เดินทางไปพร้อมกับนายสุวรรณอีกคนหนึ่ง โดยนายมีพยานโจทก์ซึ่งเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันกับจำเลยมาเบิกความอีกว่าจำเลยเป็นผู้ติดต่อให้นายประยงค์ไปทำงานที่ไต้หวัน ทั้งโจทก์ยังมีนายชาทุมดี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านจำเลยมาเบิกความว่า จำเลยกับนายเอกชัยนัดหมายผู้ที่มีความสนใจจะเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศมาพูดคุยกันที่บ้านจำเลยหลายครั้ง ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางจึงมีความผิดในข้อหาฐานนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกียรติ จาตนิลพันธุ์ · ดุสิต วราโห · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2532

เมื่อตาม คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดการกระทำของจำเลยให้ปรากฏพอที่จะให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นแต่ละกรรมแยกตาม จำนวนผู้เสียหายนอกเหนือไปจากคำฟ้องหาได้ไม่.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 879/2534

โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยสามารถจัดหาคนไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงจำเลยไม่สามารถจัดหางานให้แก่คนงานในต่างประเทศได้ แสดงว่าจำเลยไม่ประส…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 99687)

ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี นั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะการกระทำผิดและโทษไว้เป็นการเฉพาะ มิได้อาศัยฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งในบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4752/2545

แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 และข้อหาจัดหางานให้คนหางานไปทำงานที่ต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82 ซึ่งเป็นความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7049/2544

โจทก์บรรยายฟ้องตอนแรกว่าจำเลยได้จัดหางานให้แก่ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานที่ประเทศฝรั่งเศส โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานตามกฎหมาย แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนหลังที่ว่าจำเลยได…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้