คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจทำร้ายนางเพี้ยน พักตร์เจียมโดยยกเท้าซึ่งสวมรองเท้าเงื้อจะถีบ แต่จำเลยกระทำไปไม่ตลอดเนื่องจากนางเพี้ยนเอี้ยวตัวหมอบกับพื้นที่นั่ง และประกอบกับมีผู้เข้าขวางหน้าจำเลยและผลักจำเลยออกไปเสียก่อน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 80จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริงดังโจทก์ฟ้อง โจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยานศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ความผิดของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษเท่านั้นแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 105 บัญญัติไม่เอาโทษแก่ผู้พยายามกระทำผิดลหุโทษ การกระทำของจำเลยจึงลงโทษไม่ได้
พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่า ถ้าจำเลยกระทำไปโดยตลอดแล้วจะเกิดผลอย่างไร เพียงแต่บรรยายการกระทำของจำเลยว่ายกเท้าซึ่งสวมรองเท้าเงื้อจะถีบ ผลธรรมดาอันจะเกิดขึ้นเพราะการถีบจะทำให้ถึงเกิดอันตรายแก่กายหรือไม่ไม่อาจเล็งเห็นได้ เพราะรองเท้าที่ใช้สวมก็ไม่ปรากฏว่าเป็นรองเท้าหนังหรือยางหรือมีลักษณะอันใดที่สามารถกระทำให้ร่างกายแตกหักบุบสลายได้ หากจำเลยกระทำไปโดยตลอดผลที่เกิดเพียงทำร้ายโดยไม่ถึงกับเห็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้ว ความผิดนั้นก็เป็นเพียงลหุโทษ ผู้พยายามกระทำความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 105 เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยพยายามกระทำให้ผู้เสียหายเกิดอันตรายแก่กายแล้ว
ก็ลงโทษตามฟ้องไม่ได้ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ถ้าจำเลยถีบถูกผู้เสียหาย ผู้เสียหายอาจล้มลงแล้วเกิดอันตรายแก่กาย จำเลยก็ต้องรับผิดด้วยนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์สมมุติขึ้นมิใช่ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ และข้อที่ว่าการใช้เท้าถีบเป็นอันตรายต่อจิตใจโดยความรู้สึกนั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า อันตรายต่อจิตใจต้องเป็นผลจากการทำร้าย เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 บัญญัติว่า เป็นเหตุให้เกิดอันตราย แต่ความรู้สึกว่าถูกเหยียดหยาม เจ็บใจ แค้นใจ เหล่านี้เป็นอารมณ์ หาใช่เป็นอันตรายต่อจิตใจไม่ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์