Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีคำสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 และค้างการพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไปตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเสพติด พ.ศ.2534

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31 ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนรถยนต์ดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรวม 7 รายการ ได้แก่ 1. เงินสด 50,000 บาท 2.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. 3. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ย. 4. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. 5. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 6. รถยนต์ยี่ห้อ ฮ. และ 7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28127 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของนายสมาน และเป็นพี่ของนายสัญญา เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีน ชนิดเม็ด 2,800 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 9 ถุง น้ำหนักประมาณ 68.39 กรัม เป็นของกลาง และยึดทรัพย์สินหลายรายการ ผู้ร้องได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 457/2560 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายปรีชาซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่านายปรีชากระทำความผิดตามฟ้องให้จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท และให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1998/2560 ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของนายปรีชารวม 7 รายการ ดังนี้ รายการที่ 1. เงินสด 50,000 บาท รายการที่ 2. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. รายการที่ 3. รถจักรยายนต์ ยี่ห้อ ย. รายการที่ 4. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. รายการที่ 5. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ รายการที่ 6 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ ฮ. และรายการที่ 7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28127 โดยเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ทรัพย์สินรายการที่ 4 รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. เป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 6 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ ฮ. ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์คือผู้คัดค้านที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าเป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้ริบและให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับและมีผลเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

พ.ศ.2534 และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน ซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ภาค 1 ลักษณะ 4 ยังคงมีมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยหลักเกณฑ์บางอย่างแตกต่างจากกฎหมายเดิม จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า จะต้องนำประมวลกฎหมายยาเสพติดมาใช้บังคับแก่คดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน

คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามกฎหมายเดิมก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับและค้างการพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปตามกฎหมายเดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินมาตั้งแต่ปี 2561 ก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ จึงต้องพิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเสพติด พ.ศ.2534 ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า

เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้คัดค้าน 2 ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงนั้นสิ้นสุดลงหรือไม่ เห็นว่า ตามคำวินิจฉัยที่ 486/2561 ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 และคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 514/2561 เรื่องให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ลงวันที่ 25 เมษายน 2561 ระบุชัดเจนว่า เป็นการตรวจสอบทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการที่นายปรีชา ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และสั่งยึดอายัดทรัพย์สิน 7 รายการ ในคดีนี้ในฐานะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชา

ไม่ใช่ของผู้คัดค้านที่ 2 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่มีผลให้คำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ดังกล่าวในฐานะที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชาสิ้นสุดลง กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่สิ้นสุดลงจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ในประการสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 และให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 3 คือ รถจักยานยนต์ ยี่ห้อ ย. ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 2 มิได้อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงในทรัพย์สินดังกล่าวแต่เป็นของนายสัญญา ซึ่งเป็นน้องของผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมไม่อาจขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ว่าไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 ได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี โดยผู้คัดค้านที่ 2 ช่วยนายสมานบิดาทำมาหาได้ร่วมกัน

นายสมานขายที่ดินมรดกและขายโคแล้วมอบเงินส่วนหนึ่งให้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงนำไปซื้อที่ดินและปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินรายการที่ 7 ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ที่เป็นเงินสด รถจักรยานยนต์ และเงินฝากธนาคารพยานหลักฐานในคดีน่าจะฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของที่แท้จริงเช่นกัน ทางไต่สวนผู้ร้องมีร้อยตำรวจเอกสิรภาพ ผู้ร่วมจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 กับมีนางสาวชนิศา ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินซึ่งได้สอบปากคำนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานได้ความตรงกันว่า นายปรีชากับผู้คัดค้านที่ 2 คบหาและอยู่กินฉันสามีภริยามาก่อนที่จะถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร้อยตำรวจเอกสิรภพเบิกความว่า

พยานกับพวกจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 ได้ที่บ้าน พร้อมยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1998/2550 ของศาลชั้นต้น รวมทั้งยึดทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 และทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการได้ที่บ้านดังกล่าว ซึ่งบุคคลทั้งสองรับว่าเป็นบ้านที่ใช้อาศัยอยู่กินฉันสามีภริยากัน ในชั้นจับกุม นายปรีชายังรับว่านำเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดบางส่วนไปซื้อทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นของกลางซึ่งรวมถึงทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 รับว่าทรัพย์สินรายการที่ 1 และที่ 5 ได้มาจากการค้ายาเสพติด ในชั้นตรวจสอบทรัพย์สิน ได้ความจากนางสาวชนิศาว่า ทรัพย์สินรายการที่ 1 เงินสด 50,000 บาท

ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ถ้อยคำว่าเป็นเงินของตนเองที่ได้รับจากบิดา แต่นายปรีชากลับชี้แจงว่าเป็นเงินของนางพู่นำมาฝากให้นายปรีชาไปไถ่ทองรูปพรรณที่นางพู่นำไปจำนำไว้ ซึ่งขัดกันและจากการตรวจสอบไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 ประกอบอาชีพใดเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีหลักฐานการได้รับเงินค่าขายโคซึ่งอ้างว่าเป็นที่มาของรายได้ที่นำไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ และทรัพย์สินรายการที่ 5 ซึ่งเป็นเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารปรากฏรายการเงินฝากเข้ามากและถี่ไม่สัมพันธ์กับรายได้ เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานยึดทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ดังกล่าวได้พร้อมกับยาเสพติดให้โทษที่บ้านซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 อาศัยอยู่กินกับนายปรีชาและได้ความจากร้อยตำรวจเอกสิรภพว่า

ขณะเข้าจับกุมนายปรีชากำลังนั่งนับเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในห้อง แสดงว่านายปรีชาใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่จำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ทั้งนายปรีชายอมรับว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาจากการค้ายาเสพติด ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ก็รับว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดเช่นกัน เพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่รวมทรัพย์สินรายการที่ 2 กับที่ 7 แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ให้โอกาสชี้แจงในชั้นของการตรวจสอบทรัพย์สิน ผู้คัดค้านที่ 2 กลับไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าตนเองมีรายได้เพียงพอที่จะซื้อทรัพย์สินเหล่านั้นได้ และที่อ้างว่าได้เงินจากการที่นายสมานขายโคและที่ดินมรดกแล้วแบ่งเงินให้ ผู้คัดค้านที่ 2 ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดง คดีของผู้ร้องมีมูลว่าทรัพย์สินดังกล่าว 4 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชา

ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 2 จะขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 มีหน้าที่นำสืบแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงซึ่งทรัพย์สินนั้นและทรัพย์สินดังกล่าวไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชา ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานถึงที่มาของเงินที่ตนนำไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวว่า เดิมผู้คัดค้านที่ 2 มีรายได้จากการช่วยนายสมานบิดาทำนาร่วมกับพี่น้องของผู้คัดค้านที่ 2 มีรายได้ปีละประมาณ 300,000 บาท ถึง 400,000 บาท ซึ่งนายสมานเบิกความเป็นพยานของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า

ตนเองมีรายได้สุทธิจากการทำนาเพียงปีละ 100,000 บาท และมีอาชีพเลี้ยงโคเนื้อด้วย ทั้งอ้างว่าได้ขายโคทั้งหมดไปในปี 2557 ได้เงิน 630,000 บาท มอบเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 500,000 บาท และในปี 2558 ผู้คัดค้านที่ 2 นำเงิน 200,000 บาท ไปซื้อที่ดิน ทรัพย์สินรายการที่ 7 และจ้างช่างมาปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวเสียเงินอีกประมาณ 200,000 บาท เงินที่เหลือนำไปซื้อรถจักรยานยนต์ ทรัพย์สินรายการที่ 2 ฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทรัพย์สินรายการที่ 5 และเก็บเป็นเงินสดไว้ที่บ้านอีก 50,000 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 1 เห็นว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าที่มาของทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ

มาจากเงินที่นายสมานขายโคแล้วมอบให้ 500,000 บาท นั้น แม้จะมีนายสมานมาเบิกความยืนยันว่าขายโคได้เงินมากถึง 630,000 บาท ก็ตาม แต่เป็นการเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานการได้รับเงินหรือนำเงินเหล่านั้นไปฝากธนาคารมายืนยัน ข้อเท็จจริงจึงยังฟังเป็นยุติไม่ได้ว่า นายสมานมีรายได้จากการขายโคหรือที่ดินมรดกดังที่เบิกความ และที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่านายสมานขายโคได้เงิน 630,000 บาท และมอบเงินให้ตนเองถึง 500,000 บาท ก็ยิ่งไม่น่าเชื่อถือเพราะนายสมานมีภริยาและบุตรอีกสองคน หลังขายโคนายสมานไม่ได้ทำนาอีกและภริยามีรายได้เดือนละไม่ถึง 5,000 บาท ไม่น่าเป็นไปได้ที่นายสมานจะให้เงินเกือบทั้งหมดแก่ผู้คัดค้านที่ 2 โดยไม่แบ่งให้บุตรคนอื่นและไม่กันเงินไว้ให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในช่วงชราภาพ

ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการนำเงิน 500,000 บาท ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าได้รับจากนายสมานฝากเข้าบัญชีธนาคารแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความว่า หลังจากเลิกทำนาในปี 2557 ผู้คัดค้านที่ 2 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปรายได้วันละ 300 บาท แต่ไม่ได้รับจ้างทุกวันและมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเพียง 5,000 บาท พยานหลักฐานตามทางไต่สวนเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีรายได้พอที่จะซื้อและเป็นเจ้าของทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่านายปรีชาเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวและเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบทรัพย์สินทั้ง 4 รายการดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ · จาตุรงค์ สรนุวัตร · เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายธิตินันต์ ธัญญสิริ
ศาลอุทธรณ์ - นายเลิศชาย จิวะชาติ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1122/2564
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้