Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่ารถยนต์พิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ขอให้จำเลยทั้งสามคืนให้แก่ผู้ร้องสอด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 คืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคารถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ร้องสอด ดังนี้ คดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยที่ 1ที่ 2 จึงยังไม่ยุติที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่า ไม่เห็นด้วยกับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันคืนรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ร้องสอด เพราะเมื่อจำเลยคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วจำเลยก็ไม่มีรถที่จะคืนให้ผู้ร้องสอดได้อีก ผู้ร้องสอด ชอบที่จะไปบังคับเอารถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์ที่ 2 นั้นมิใช่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ที่ 2 ซื้อรถยนต์พิพาทจากนายบุญเยี่ยม โดยสุจริตในราคา 270,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้ชำระราคาให้แก่นายบุญเยี่ยมแล้วและนายบุญเยี่ยมได้ส่งมอรถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยสัญญาว่าจะจัดการโอนทะเบียนให้แก่โจทก์ที่ 2 ใน 2 - 3 เดือนต่อมา แต่นายบุญเยี่ยมบิดพลิ้ว โจทก์ที่ 2 จึงฟ้องนายบุญเยี่ยมต่อศาลจังหวัดขอนแก่น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาให้นายบุญเยี่ยมโอนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้โอนขายรถยนต์คันนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ได้รับรถยนต์ทั้งได้ครอบครองใช้สอยติดต่อกันมา ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2522 จำเลยที่ 3ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศุลการักษ์ได้ยึดรถยนต์ดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 โดยอ้างว่าสงสัยเป็นรถที่ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรแต่เมื่อจำเลยที่ 3 ทำการสอบสวนแล้วปรากฏว่า เป็นรถที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ที่ 1 ขอคืนแต่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอธิบดีผู้มีอำนาจการสั่งคืนรถยนต์ไม่ยอมคืนให้ จึงขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์พิพาทและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ก่อนจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท ผู้ร้องสอดได้ให้นายบุญเยี่ยมเช่าซื้อไป นายบุญเยี่ยมผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ร้องสอดจึงฟ้องนายบุญเยี่ยมต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมให้นายบุญเยี่ยมกับพวกชำระเงิน 230,000 บาทแก่ผู้ร้องสอดแล้วให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทเป็นของนายบุญเยี่ยม แต่นายบุญเยี่ยมไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังกล่าวจึงยังคงเป็นของผู้ร้องสอดอยู่ ขอให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดจำเลยทั้งสามให้การว่า ไม่ขัดข้องในการที่จะคืนรถยนต์พิพาทให้แก่เจ้าของแต่ปรากฏว่าโจทก์และผู้ร้องสอดต่างอ้างว่าเป็นเจ้าของ ซึ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานโดยแน่ชัดว่าเป็นของผู้ใดแน่

หากได้ความว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทเป็นของโจทก์หรือผู้ร้องสอด จำเลยทั้งสามก็ยินดีคืนรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้นั้นไป การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องของโจทก์และผู้ร้องสอดโจทก์ทั้งสองให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดสละกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทตั้งแต่ผู้ร้องสอดทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายบุญเยี่ยมแล้วขอให้ยกคำร้องสอดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 270,000 บาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ให้ยกคำร้องสอดผู้ร้องสอดอุทธรณ์ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคารถยนต์พิพาทศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ร้องสอด

หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 270,000 บาทโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บางกอกอินเวสท์เม้นท์จำกัด ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์เก๋งยี่ห้อเบ๊นซ์ หมายเลขทะเบียนก.ท.ฑ - 5788 คันพิพาท ได้ให้นายบุญเยี่ยม โสภณ เช่าซื้อไปโดยมีนายบรรจบไทยสยาม เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2517 แต่นายบุญเยี่ยมผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ร้องสอดจึงฟ้องนายบุญเยี่ยมและนายบรรจบต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2521 ให้ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนและใช้ค่าเสียหายคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่านายบุญเยี่ยมและนายบรรจบยอมชำระเงิน 230,000 บาทให้แก่ผู้ร้องสอด

เมื่อชำระเงินครบแล้วให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทตกเป็นของนายบุญเยี่ยม ศาลแพ่งได้พิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 28สิงหาคม 2521 ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8413/2521 ต่อมานายบุญเยี่ยมผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาดังกล่าวผู้ร้องสอดจึงดำเนินการบังคับคดีในคดีแพ่งนั้นก่อนที่ผู้ร้องสอดจะฟ้องนายบุญเยี่ยมกับพวก ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2519นายบุญเยี่ยมได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 270,000 บาท โดยมีข้อสัญญาว่านายบุญเยี่ยมจะจัดการโอนทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ที่ 2 ภายใน 2 - 3 เดือน โจทก์ที่ 2 ได้รับมอบรถยนต์พิพาทจากนายบุญเยี่ยมและชำระเงิน270,000 บาทให้นายบุญเยี่ยมแล้ว แต่ต่อมานายบุญเยี่ยมไม่ได้นำทะเบียนรถยนต์พิพาทมาทำการโอนให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงฟ้องนายบุญเยี่ยมต่อศาลจังหวัดขอนแก่นบังคับให้นายบุญเยี่ยมไปโอนทะเบียนรถยนต์เมื่อวันที่ 6ตุลาคม 2521

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาให้นายบุญเยี่ยมจัดการโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 266/2521 ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม 2521 โจทก์ที่ 2 ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่ยังไม่ได้โอนทะเบียนรถยนต์กัน โจทก์ที่ 1 ได้ครอบครองรถยนต์พิพาทตลอดมาจนกระทั่งถูกจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกรมศุลกากรยึดไปเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2522 จำเลยที่ 3 ทำการสอบสวนแล้วปรากฏว่ารถยนต์พิพาทถูกนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีการแก้ไขหมายเลขตัวถัง แต่ปรากฏว่ารถยนต์พิพาทขาดการต่ออายุทะเบียนและขาดการชำระภาษีรถยนต์ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา ผู้ร้องสอดกับโจทก์ที่ 2 ต่างกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทต่อกรมศุลกากรจำเลยที่ 1 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (พิพากษาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2524)ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้ว

จำเลยก็ได้คืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2524 แล้ววินิจฉัยว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทยังคงเป็นของผู้ร้องสอดอยู่ ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติลงแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีในส่วนของจำเลยเกี่ยวกับผู้ร้องสอดย่อมยุติไปด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ก็ดี แต่ปรากฏว่าผู้ร้องสอดซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่สามได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดจึงมีประเด็นพิพาทว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดคืนรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดหรือไม่ เห็นว่าคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ยังหาได้ยุติลงไม่ส่วนในปัญหาตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ว่า จำเลยไม่เห็นด้วยกับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันคืนรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดเพราะเมื่อจำเลยคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยก็ไม่มีรถที่จะคืนให้แก่ผู้ร้องสอดได้อีก ผู้ร้องสอดชอบที่จะไปบังคับเอารถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์ที่ 2 นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกานั้นจะต้องคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ดังกล่าวไม่ใช่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษาแก้ (เฉพาะในเรื่องค่าธรรมเนียม)

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย อินทุภูติ · สุทิน เลิศวิรุฬห์ · ดำริ ศุภพิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยิ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2565 (เลขอ้างอิง 684736)

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เลื่อนคดีและยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ชอบหรือไม่ นั้น ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยดั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2565

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึด กับบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นอันศา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2496/2563

ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่มิได้ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ มีลักษณะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่เป็นไปโดยมุ่งประสงค์ให้นำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2563

โจทก์ทั้งสองฟ้องตั้งประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมรู้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตายด้วยการนำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้