Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2เพื่อนำสืบว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งเรียกพยานเอกสารแล้ว ไม่ยอมส่งกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งศาลและไม่นำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่โจทก์ต้องนำสืบโดยกรมธรรม์ประกันภัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ได้ยอมรับแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 123 วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายลำพองพงษ์เหล่าขำ ผู้ตาย และเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับนายลำพอง จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหกล้อและเป็นนายจ้างหรือตัวการของผู้ขับรถยนต์คันนี้โดยได้ว่าจ้างหรือมอบหมายให้ลูกจ้างขับรถไปในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2540 ลูกจ้างหรือตัวแทนจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังด้วยความเร็วสูงจนเสียหลักแฉลบข้ามเกาะกลางถนนเข้าชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน

ข-4809 นครปฐมที่นายลำพองขับ มีโจทก์ที่ 1 และที่ 4 นั่งมาในรถเป็นเหตุให้นายลำพองถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือนเสียค่ารักษาพยาบาล 2,000 บาท โจทก์ทั้งสี่ได้จัดการศพนายลำพองเสียค่าปลงศพ 38,500บาท โจทก์ที่ 1 ยังมีอาการปวดศีรษะเป็นระยะขอคิดค่าเสียหาย 10,000 บาท โจทก์ทั้งสี่ขาดไร้ค่าอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาขอคิดค่าเสียหายปีละ 40,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี เป็นเงิน 600,000 บาท รถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-4809 นครปฐม เสียหายทั้งคันไม่สามารถซ่อมแซมคืนสภาพได้ ขอให้ใช้ราคา 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 912,137 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 848,500 บาท (ที่ถูก 850,500)

นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่จำเลยที่ 1 ให้การว่า ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพของนายลำพองผู้ตายสูงเกินความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายไม่ควรเกินคืนละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการศึกษาไม่ควรเกินปีละ 15,000 บาท ในสถานศึกษาของรัฐบาล ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดไม่เกินจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 465,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุ และต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่าที่จำเลยที่ 1ต้องรับผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์บรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำสืบว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งเรียกพยานเอกสารแล้วตามใบรับคำสั่งเรียกพยานเอกสารหมาย จ.8 จำเลยที่ 2 ไม่ยอมส่งกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งศาลและไม่นำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสี่ต้องนำสืบโดยกรมธรรม์ประกันภัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่เต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1 นั้น

จำเลยที่ 2 ได้ยอมรับแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 123 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นไม่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่าที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจึงไม่ถูกต้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 แก้อุทธรณ์ว่าเป็นผู้รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีข้อจำกัดความรับผิดนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอนึ่ง

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นวันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงเป็นการพิพากษาให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสี่เกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็แก้ไขเสียให้ถูกต้องได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 465,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สายันต์ สุรสมภพ · ไพศาล เจริญวุฒิ · วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3319/2552

จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวนเงิน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4940/2539

แม้จำเลยจะได้ให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่เมื่อคดีนี้มีการชี้สองสถานและศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อนี้ไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท โดยโจทก์และจำเลยต่างไม่โต้แย้งคัดค้าน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8408/2538

โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแต่ปรากฏว่าตามสัญญาจะซื้อจะขาย มีโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาเท่านั้นแม้โฉนดที่ดินที่จะซื้อขายกันตามสัญญามีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5524/2533

การที่จะขอให้ศาลชี้ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1726 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันแล้วมีความเห็นแตกต่างกันจนไม่สามารถจัดการมรดกได้ และเกิดมีเสียงเท่ากัน การที่ผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1822/2533

ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และเอกสารเหล่านั้นเป็นที่มาของรายการรายได้ที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่ามีจำนวนสูงกว่ารายได้ที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการเพื่อเส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้