Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2822/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยเพื่อให้ที่ดินของส. บุตรชายของโจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเมื่อที่ดินของจำเลยมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะและจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์แต่โจทก์ไม่ยอมรับโอนที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินของจำเลยไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทมีข้อตกลงว่าจำเลยยอมให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนับแต่วันทำสัญญาจำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ไถหน้าดินในที่ดินของจำเลยออกไปถมที่ดินของโจทก์เป็นการทำละเมิดต่อจำเลยกรณีเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อตกลงดังกล่าวฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิม โจทก์ไถไร่อ้อยในที่ดินพิพาทเพื่อปรับสภาพที่ดินทำให้ไร่อ้อยได้รับความเสียหายอันเป็นไปตามสัญญาที่จำเลยตกลงยอมให้โจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแม้จำเลยจะได้รับความเสียหายก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3996 เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน ในราคา 3,675,000 บาทกับโจทก์ และโจทก์ได้วางมัดจำในวันทำสัญญาจำนวน 400,000 บาทส่วนที่เหลือจะชำระให้จำเลยทั้งหมดในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในสัญญาระบุว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวได้ ครั้นถึงวันนัดจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์และหาทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ อันถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแก่จำเลยให้จำเลยคืนเงินมัดจำจำนวน 400,000 บาท ส่วนค่าเสียหายนั้นโจทก์ขอคิดเพียง 400,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า

โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชดใช้เงินในการที่ทำให้ไร่อ้อยของจำเลยได้รับความเสียหายจำนวน 40,628 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้โจทก์ถมที่ดินของจำเลยให้สูงเท่าเดิมและใส่ปุ๋ยปรับสภาพที่ดินให้ใช้ทำการเกษตรได้ดังเดิม มิฉะนั้นให้โจทก์ใช้เงินเป็นค่าเสียหายจำนวน372,275 บาท พร้อมดอกเบี้ยและให้โจทก์ชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเป็นเงินปีละ 13,260 บาท มีกำหนด 1 ปีโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้ไถหน้าดินของจำเลยจำเลยได้รับความเสียหายเกี่ยวกับไร่อ้อยอย่างสูงไม่เกิน20,000 บาท โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยความยินยอมของจำเลย จำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 270,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ และโจทก์จำเลยได้ตกลงเลิกสัญญากันแล้วหรือไม่ โจทก์มีนายอรรถพร ภูริเอกทัต ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความรับว่า เหตุที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยก็เพื่อให้ที่ดินของนายสมเกียรติบุตรชายโจทก์ซึ่งอยู่แปลงถัดไปมีทางเข้าออก โดยจากทางสาธารณะมีทางเกวียนเข้าสู่ที่ดินพิพาทแสดงว่าก่อนจะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2กับจำเลย โจทก์ก็ทราบดีว่าที่ดินพิพาทมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะสำหรับพยานจำเลยนั้นได้ความว่า

พยานจำเลยทุกปากเบิกความยืนยันตรงกันว่า ชาวบ้านใช้ทางเกวียนดังกล่าวเข้าออกสู่ทางสาธารณะมานานหลายสิบปีแล้วโดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะไม่มีผู้ใดหวงห้าม หลังจากนายจำลองนำไม้มาปักปิดกั้นทางจำเลยก็ดำเนินการฟ้องร้องจนศาลพิพากษาว่าทางดังกล่าวตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยโดยอายุความแล้วตามเอกสารหมาย ล.6ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะตามที่จำเลยได้รับรองไว้ในสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4จำเลยหาได้ผิดสัญญาในข้อนี้ไม่ ปรากฏว่าในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโจทก์และจำเลยได้ไปสำนักงานที่ดินแต่โจทก์ไม่ยอมรับโอนที่ดินโดยอ้างว่าที่พิพาทไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะและจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์

จำเลยหาได้ผิดนัดหรือผิดสัญญาไม่ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเลิกสัญญาแก่จำเลย และตามเอกสารหมาย จ.3 ไม่มีข้อความเรื่องการเลิกสัญญาไว้แต่อย่างใดดังนั้น ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงเลิกสัญญากันตามเอกสารหมาย จ.3 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกมีว่าจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในการที่โจทก์ไถหน้าดินของจำเลยออกไปถมที่ดินของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและมีข้อสัญญาว่าจำเลยยอมให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนับแต่วันทำสัญญา แม้การที่โจทก์ไถหน้าดินของจำเลยออกไปถมที่ดินของโจทก์จะเป็นการทำละเมิดต่อจำเลยแต่ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากสัญญาจะซื้อจะขายและการที่จำเลยยอมให้โจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน

ถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม และศาลชั้นต้นก็ได้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปมีว่า จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่เพียงใด สำหรับความเสียหายกรณีที่โจทก์นำรถเข้าไปไถหน้าดินในที่ดินพิพาทออกไปถมที่ดินของโจทก์นั้นศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีกเห็นว่าโจทก์ประกอบกิจการรับจ้างเหมาถมดินรวมกับนายสมเกียรติบุตรโจทก์ได้ขุดดินจากที่ดินของนายสมเกียรติไปถมที่อื่นที่ดินพิพาทอยู่ติดกับที่ดินของนายสมเกียรติน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ได้นำรถเข้าไปไถหน้าดินในที่ดินพิพาทไปถมที่ดินของนายสมเกียรติบริเวณที่เป็นหลุมบ่อ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้จำเลยเป็นเงิน 130,000 บาท

นั้นเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายในการที่โจทก์ไถไร่อ้อยในที่ดินพิพาทเพื่อปรับสภาพที่ดินทำให้ไร่อ้อยได้รับความเสียหายนั้นเห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงยอมให้โจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 แม้จำเลยจะได้รับความเสียหายก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 130,000 บาทแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพโรจน์ คำอ่อน · สมภพ โชติกวณิชย์ · สมพงษ์ สนธิเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2541

โจทก์ตกลงแบ่งขายที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 53จำนวน 7 ไร่ ซึ่งเป็นที่พิพาทในคดีนี้ให้แก่ ส. แต่ยังไม่ทันได้รับมอบการครอบครองที่พิพาทจากโจทก์ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว ส.ถึงแก่กรรมเสียก่อน แม้สิทธิตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5522/2550

สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยทำกันก่อนมีการแก้ไข ป.พ.พ. มาตรา 456 ฉบับใหม่ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 เดิม ก่อนมีการแก้ไข เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2551/2549

จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ โดยสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ข้อ 2 ระบุว่า "ผู้ซื้อสัญญาว่า ถ้าเลิกกิจการเลื่อยไม้ หรือโอนกิจการให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือผู้ซื้อไม่ทำประโยชน์กับที่ดินผืนนี้แล้ว ผู้ซื้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2546

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและตึกแถวดังกล่าวกับ อ. ในระหว่างอายุสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9523/2544

แม้โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย และโจทก์สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ให้งานโปรแกรมคอมพ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้