คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อซึ่งได้รับมอบสินค้าจากโจทก์ผู้ขายแล้วผิดนัด ขอให้บังคับชำระค่าสินค้า กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายหรือไม่ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า นายเอนกผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ในช่องผู้นำส่งไม่ใช่ลายมือชื่อนางสาวปารมี และค่าสินค้าเกิดขึ้นก่อนสัญญาค้ำประกันค่าสินค้า จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ไว้จริง ซึ่งตามสัญญาค้ำประกัน
ระบุว่าเป็นการค้ำประกันการซื้อขายตามสัญญา ตามสัญญาค้ำประกันมิได้มีข้อความว่าเป็นการค้ำประกันการซื้อขายสินค้าเฉพาะที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่สัญญาค้ำประกันมีผลใช้บังคับเท่านั้น ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจึงต้องรวมถึงหนี้ตามสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวที่เกิดขึ้นก่อนมีการทำสัญญาค้ำประกันด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ที่โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 1 ทำการฉ้อฉลจำเลยที่ 2 ให้ออกหนังสือค้ำประกันนั้น จำเลยที่ 2 มีเพียงนายวาที ทนายจำเลยที่เบิกความลอย ๆ เท่านั้นว่า พยานเดินทางไปที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 160/597 อาคารชุดไอทีเอฟ - สีลม พาเลซ ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร พบว่าเป็นเพียงห้องชุดขนาดเล็กและไม่สามารถเก็บสินค้าในจำนวนมากตามสัญญาได้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่าเป็นการจัดตั้งสำนักงานลอย
ๆ ขึ้นมา และไม่มีการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ที่สำนักงานดังกล่าว ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีการซื้อขายที่แท้จริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพื่อสมคบกันทำการฉ้อฉลจำเลยที่ 2 ให้ออกหนังสือค้ำประกัน พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 1 ทำการฉ้อฉลจำเลยที่ 2 และการที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือสัญญาค้ำประกันมาแจ้งยกเลิกภาระค้ำประกันและขอเบิกเงินจำนวน 55,000,000 บาท ซึ่งเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 ที่วางไว้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 จัดทำเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายให้โจทก์ในวันเดียวกัน ก็มิได้ถือว่าเป็นพิรุธ ซ้ำยังเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่าเคยมีการซื้อขายสินค้ากันจริงจึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระค่าสินค้าที่ค้างมาก่อน
การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำต้นฉบับหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมาคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และขอยกเลิกสัญญาค้ำประกันก่อนที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันดังกล่าวอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ที่ค้ำประกันจริงตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบ อันเข้าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 327 วรรคสาม ว่า หนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้วก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว มิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 จำเลยที่ 2 จะอ้างธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปว่า
เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเวนคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และจำเลยที่ 2 คืนหลักประกันไป จำเลยที่ 2 ก็หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแล้วหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะกรณีไม่ต้องบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกันอันเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ดังที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ถึงมาตรา 701 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า โจทก์ตกลงผ่อนเวลาให้จำเลยที่ 1 อันจะทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า มูลหนี้ซื้อขายแร่เงินได้ระบุวันที่ครบกำหนดชำระหนี้ไว้ชัดเจนแน่นอน
การที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เลื่อนการชำระหนี้โดยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า มีผลให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่า การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดนั้น จะต้องเป็นการตกลงผ่อนเวลาแน่นอนและมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องร้องไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์ยังสามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามมูลหนี้ซื้อขายได้ กรณีไม่ใช่เป็นการตกลงกำหนดวันหรือระยะเวลาชำระหนี้ให้เป็นการแน่นอน จึงไม่เป็นการที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 (เดิม) จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ล้วนฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ