คำฟ้องและคำให้การ
กรณีสืบเนื่องมาจากอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (อัยการจังหวัดอุดรธานี)เป็นโจทก์ฟ้องนายปรัชญาต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (ศาลจังหวัดอุดรธานี)ฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ
ระหว่างพิจารณาศาลอนุญาตให้นางศุภนิตย์ผู้ขอประกันกับพวกทำสัญญาประกันตัวจำเลยต่อศาล ภายหลังผู้ขอประกันยื่นคำร้องพร้อมด้วยมรณบัตรต่อศาลว่าจำเลยตายด้วยโรคหัวใจที่จังหวัดพิษณุโลกศาลสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลว่า จำเลยยังไม่ตายและมรณบัตรที่ผู้ขอประกันยื่นต่อศาลเป็นมรณบัตรปลอม ศาลออกหมายจับจำเลย และเมื่อสอบถามโจทก์และผู้ขอประกันแล้วสั่งให้จ่าศาลร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อผู้ขอประกันฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม และสั่งว่าผู้ขอประกันประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ให้ลงโทษจำคุกผู้ขอประกันอุทธรณ์ศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (ศาลจังหวัดอุดรธานี)
เห็นว่าเป็นคดีศาลทหารต้องห้ามอุทธรณ์ สั่งไม่รับอุทธรณ์ผู้ขอประกันยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องผู้ขอประกันฎีกาศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (ศาลจังหวัดอุดรธานี) เห็นว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ สั่งไม่รับฎีกาผู้ขอประกันยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกาศาลฎีกาสั่งรับฎีกาของผู้ขอประกันไว้พิจารณาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 ถึงมาตรา 33 นั้น เป็นบทกฎหมายที่ให้อำนาจศาลทุกศาลใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลและเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามความเที่ยงธรรมและรวดเร็ว
อำนาจเช่นว่านี้หากมีความจำเป็นจะต้องใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใดก็เป็นอำนาจของศาลที่พิจารณาคดีนั้น ดังนั้นการที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (ศาลจังหวัดอุดรธานี) ลงโทษผู้ขอประกันฐานละเมิดอำนาจศาลในการพิจารณาคดีนี้ ก็เป็นการลงโทษในกรณีที่ผู้ขอประกันละเมิดอำนาจศาลทหาร มิใช่ละเมิดอำนาจศาลพลเรือน คำสั่งลงโทษดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งของศาลทหาร ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่มีอำนาจรับอุทธรณ์ของผู้ขอประกันไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องของผู้ขอประกันนั้นชอบแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน