คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์จำเลยเป็นพี่น้องกับนางคำป้อ ณ เชียงใหม่ เจ้ามรดกนางคำป้อวายชนม์วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๔๙๐ ก่อนวายชนม์นางคำป้อได้ทำพินัยกรรม์ยกทรัพย์ให้แก่พี่น้อง รวมทั้งโจทก์จำเลยด้วยตามส่วน ปรากฎตามพินัยกรรมต่อมาจำเลยได้ดำเนินการฟ้องเรียกร้องส่วนมรดกตามพินัยกรรมจากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกนางคำป้อในที่สุดจำเลยตกลงประนีประนอมยอมรับเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท แทนที่ดินโฉนดที่ ๑๕๒๔ ซึ่งเป้นทรัพย์ส่วนได้ตามพินัยกรรม์ และรับโอนโฉนดที่ ๑๕๒๓ มาในนามจำเลย กับรับเงินสดอีก ๒๐๐๐๐ บาท แต่มิได้แบ่งให้แก่โจทก์ ตามส่วนในพินัยกรรม โจทก์จึงฟ้องขอแบ่ง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งทรัพย์ให้แก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ขุนอุปการฯ จำเลยเรียกร้องมรดกรายนี้มาจากผู้ครอบครองไว้ แม้จะมิได้มีการแต่งตั้งเป็นหนังสือจากผู้มีส่วนได้มรดกรายนี้ก็ดี แต่ทรัพย์รายนี้เป็นมรดกของนางคำป้อทำพินัยกรรมให้ไว้แก่โจทก์จำเลย สิทธิในทรัพย์จึงตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรม โจทก์จำเลยจึงได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์มรดก ฉะนั้นการที่จำเลยจัดการเรียกร้องทรัพย์มรดกได้มาแล้วจะกีดกันเอาไว้แต่ผู้เดียวมิได้ เพราะเป็นเจ้าของร่วมดังกล่าวจำต้องแบ่งกันตามส่วน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกจากจำเลยได้ ส่วนข้อที่นายส่างแก้วทำหนังสือยกส่วนได้ในกองมรดให้โจทก์นั้น จำเลยฎีกาว่าใช้ไม่ได้นั้น ได้ความว่านายส่างแก้วเป็นผู้ได้รับทรัพยมรดกจากนางคำป้อตามพินัยกรรมด้วยผู้หนึ่ง และนายส่างแก้วทำหนังสือลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๔๙๑ เป็นใจความว่า
นายส่างแก้วยอมมอบสิทธิการรับส่วนมรดก ซึ่งตกอยู่แก่ขุนอุปการ ฯ ให้โจทก์ โจทก์จึงถือสิทธิตามหนังสือฉะบับนี้มาฟ้องเรียกมรดกส่วนของนายส่างแก้วด้วย การโอนสิทธิเรียกร้องส่วนของนายส่างแก้วให้แก่นายคำปันโจทก์ ตามหนังสือดังกล่าวมิใช่เป็นการสละมรดก และการโอนเช่นนี้ไม่ผิดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อยและศิลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกส่วนของนายส่างแก้วได้ คงพิพากษายืน