Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลอุทธรณ์ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนเว้นแต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายเมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์ภาค2วินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งละ2,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ครั้งแรกทำสัญญากู้ยืมเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม2535 จำเลยได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมทั้งสองครั้งไปครบถ้วนแล้วจำเลยผิดนัดชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินต้น 4,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จริง แต่ชำระให้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์อุทธรณ์ข้อกฎหมายว่าสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ส่งศาลปิดอากรแสตมป์ แม้ไม่ขีดฆ่าก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 5,875 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 4,000 บาทนับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาข้อเดียวว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ประเด็นเดียวว่า สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่า จำเลยให้การรับว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จริงแต่ได้ชำระเงินคืนแล้ว ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับ จึงไม่ต้องใช้สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานนั้นเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 28 เมษายน 2538จำเลยให้การว่า ได้กู้ยืมเงินโจทก์จริงแต่ได้ชำระคืนให้แก่โจทก์แล้วข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินตามที่โจทก์ฟ้องจริง โจทก์จึงไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(1)

การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน 2 ฉบับ ที่โจทก์นำมาฟ้องปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนแต่ไม่ขีดฆ่า ย่อมถือว่ายังไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จะใช้สัญญากู้ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานฟังว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไม่ได้จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติกฎหมายมาตราดังกล่าวโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้จะไม่ได้ขีดอากรแสตมป์สมควรอนุโลมถือว่าโจทก์ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118แล้ว จึงเป็นอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนเว้นแต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 2มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นแล้วมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีไปตามนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และมาตรา 243(3)(ก)เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายดังวินิจฉัยข้างต้นเช่นนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · จุมพล ณ สงขลา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2550

แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2568

แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 เป็นตารางจ่ายเงินกู้ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท ชำระเงินต้นงวดละ 29,200…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2567

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์เพียง 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หักดอกเบี้ยล่วงหน้า ได้รับเงินกู้เพียง 45,…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4574/2561

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืม จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์นำสืบสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานหลักฐานตามข้ออ้างของตน สัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ปิดอาก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10406/2554

แบบฟอร์มคำขอกู้ยืมเงินและหนังสือกู้เงินของสมาชิกสหกรณ์ที่โจทก์นำมาใช้กับพนักงานลูกจ้างของโจทก์ ซึ่งคำขอกู้เงินมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยที่ 1 เสนอคำขอกู้เงินจำนวน 153,500 บาท ส่วนหนังสือกู้เงินมีสาระสำ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้