Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 4 ไม่นำสืบว่าเหตุใดจึงยอมรับทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันนี้กับจำเลยที่ 3 ทั้งๆ ที่น่าจะทราบดีว่าจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ 4 โดยไม่เปิดเผยชื่อตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 ตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อจะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใดๆ ซึ่งตัวแทนได้ทำให้แทนตนก็ได้ สัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงมีผลบังคับใช้ได้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์นำรถยนต์คันนี้ไปใช้ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถคันที่เอาประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยแล้ว และตามสัญญาประกันภัย หมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ข้อ 2.6 ระบุว่าการคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดแต่จำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์กำหนดแต่เพียงวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิดเมื่อหนี้ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง

จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บฉ 3535 ประจวบคีรีขันธ์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร โดยได้ทำสัญญาประกันวินาศภัยไว้กับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ต่างเป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ขับรถของโจทก์คันหมายเลขทะเบียนข้างต้นไปตามถนนเพชรเกษมจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มุ่งหน้าไปทางจังหวัดเพชรบุรี เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณหมู่ที่ 2 ตำบลไร่ใหม่

กิ่งอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขณะนั้นฝนกำลังตก จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร ตามหลังรถยนต์ของโจทก์ด้วยความเร็วสูงได้ขับแซงทางด้านซ้ายของรถโจทก์ แล้วหักหลบรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ในช่องทางซ้าย เข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์โดยไม่ใช้ความระมัดระวัง โจทก์จึงต้องบังคับรถหลบไปทางด้านขวาเพื่อมิให้ชนกับรถที่จำเลยที่ 1 ขับ ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหลักหมุนไปกระแทกกับเสาไฟฟ้าซึ่งวางอยู่ที่ขอบถนนด้านซ้ายเสียหลักพลิกคว่ำ ส่วนรถที่จำเลยที่ 1 ขับเสียหลักพุ่งตกลงไปในช่องกลางถนน รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าซ่อมแซมรถเป็นเงิน 163,940 บาท รถของโจทก์หลังจากถูกชนแล้วเสื่อมราคาและเสื่อมสภาพลงคิดเป็นค่าเสียหาย 70,000 บาท และโจทก์ยังขาดประโยชน์จากการที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ในระหว่างที่ทำการซ่อมแซมเป็นเวลา 60 วัน โดยโจทก์ต้องจ้างรถยนต์รับจ้างไปบรรทุกสินค้ามาขายในร้านของครอบครัวโจทก์ และต้องเสียค่ายานพาหนะในการเดินทางไปทำงานของโจทก์เป็นเงินวันละ 500 บาท

คิดเป็นค่าเสียหาย 30,000 บาท ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ 1 เครื่อง ราคา 20,820 บาท ได้สูญหายไปในขณะเกิดเหตุด้วย โจทก์ขอคิดค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียง 15,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 278,940 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์แล้วจำเลยที่ 1 เพิกเฉยโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินค่าเสียหายข้างต้น นับแต่วันเกิดเหตุถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 20,920 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 299,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 278,940 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ตกเป็นพับ จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ฝ่ายเดียว โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถึงที่สุด ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ด้วย โจทก์จะกลับมาฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 อีกมิได้ เพราะมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกาของโจทก์ในข้อนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ ตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ยอมรับว่าจำเลยที่ 4 ได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร ไว้จริงโดยรับประกันภัยไว้ในประเภทรับประกันภัยค้ำจุนจากจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะผู้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และไม่ได้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โจทก์ยอมรับทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนไว้โดยมิได้โต้แย้งและมิได้ต่อสู้ว่าถูกจำเลยที่ 3 ฉ้อฉลให้เข้าใจผิด ตามปกติทั่วไปผู้รับประกันภัยรถยนต์จะต้องตรวจดูทะเบียนรถยนต์เพื่อให้ทราบว่าเป็นรถของผู้เอาประกันภัยหรือไม่และเป็นรถที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

การที่จำเลยที่ 4 ยอมรับทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันนี้ไว้จากจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าถูกจำเลยที่ 3 ฉ้อฉลหลอกลวงแสดงว่าจำเลยที่ 4 ยอมรับสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวโดยเชื่อว่าเจ้าของรถยนต์ยินยอมให้จำเลยที่ 3 นำมาประกันซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า "จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและเป็นภรรยาของข้าฯ นายละมุล จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ข้าฯ ไม่รู้จัก เกี่ยวกับรถที่ข้าฯ ขับไปนั้นมีอยู่ช่วงหนึ่งเพื่อนของข้าฯ ชื่อเล่นว่าเป๋ได้ยืมไปใช้ และเป็นช่วงที่ประกันภัยขาดอายุข้าฯ จึงมอบหมายให้นายเป๋ทำประกันภัยไว้ ซึ่งนายเป๋คนนี้จะเป็นจำเลยที่ 3 ตามที่โจทก์ฟ้องมาหรือไม่ ข้าฯ ก็ไม่ทราบ เพราะไม่รู้จักชื่อจริงของนายเป๋" และจำเลยที่ 4 ไม่นำสืบว่าเหตุใดจึงยอมรับทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันนี้กับจำเลยที่ 3 ทั้งๆ ที่น่าจะทราบดีว่าจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ ตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์

ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ 4 โดยไม่เปิดเผยชื่อตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 ตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อจะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใดๆ ซึ่งตัวแทนได้ทำไว้แทนตนก็ได้ สัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงมีผลบังคับใช้ได้การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์นำรถยนต์คันนี้ไปใช้ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถคันที่เอาประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยแล้ว และตามสัญญาประกันภัยหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ข้อ 2.6 ระบุว่าการคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง

หมายความว่า นอกจากรับผิดในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยทำละเมิดต่อผู้อื่นแล้ว จำเลยที่ 4 ยังยอมรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้ทำละเมิดเองแต่ผู้อื่นเป็นผู้ทำละเมิดโดยผู้นั้นได้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวโดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัยด้วยดังนั้นแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในฐานะผู้เอาประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นก็ตามจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยก็ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนต่อบุคคลภายนอก หากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ศาลฎีกาสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 4 ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์พอใจในคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่ได้แก้ไขจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้น้อยลงแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ใหม่ได้ เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์มาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์เพียงแต่กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ชำระหนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้มาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 142,000 บาท ร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่สำหรับดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 4 ต้องชำระแก่โจทก์ให้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานัส เหลืองประเสริฐ · ศิริชัย จิระบุญศรี · สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้