Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2896/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์กับ ช. สมรสกัน 60 ปี มาแล้วมีบุตรคนเดียว ต่อมาโจทก์ไปบวชชีโดยไม่ได้หย่ากัน ช. เป็นข้าราชการบำนาญ ออกจากบ้านเดิมไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยและมารดา แล้วยกที่พิพาท 4 แปลงอันเป็นสินสมรสให้จำเลยซึ่งไม่ได้เป็นญาติกับโจทก์หรือ ช. โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์และ ช. มีทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่นอีก ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 เมื่อปราศจากความยินยอมของโจทก์การให้จึงไม่สมบูรณ์ โจทก์ขอเพิกถอนได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ซึ่งที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระหว่างหลวงชัยนาวากับจำเลยให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับหลวงชัยนาวาเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และหลวงชัยนาวา แต่มีชื่อหลวงชัยนาวาถือสิทธิในที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแบบ 3 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 หลวงชัยนาวาได้แจ้งว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทสูญหายแล้วได้ยื่นเรื่องราวขอใบแทนและขอทำนิติกรรมยกให้จำเลยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2521 พร้อมกับทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยเป็นตัวแทนขอจดทะเบียนการยกที่พิพาทให้ตนเองแทน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนยกที่พิพาทให้จำเลยตามคำขอและใบมอบอำนาจของหลวงชัยนาวาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2521 โจทก์มิได้ให้คำยินยอมในการนั้นด้วย

หลวงชัยนาวาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2521คดีมีปัญหาโต้เถียงกันในชั้นนี้ตามที่จำเลยฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่าการที่หลวงชัยนาวาทำนิติกรรมยกที่พิพาททั้ง 4 แปลงให้จำเลยโดยเสน่หาเป็นไปตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือไม่โจทก์นำสืบว่า โจทก์กับหลวงชัยนาวาสมรสกัน 60 ปีมาแล้ว มีบุตรคนเดียว เมื่อ พ.ศ. 2500 โจทก์ไปบวชชีอยู่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการโดยไม่ได้หย่ากัน หลวงชัยนาวาอยู่บ้านเดิมที่ตรอกจันทร์ที่ดินพิพาท นายผล นายปิ่นโอนให้หลวงชัยนาวาเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมโจทก์ไป หนังสือสำคัญแบบ 3 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สำหรับที่พิพาทอยู่กับโจทก์ไม่ได้สูญหาย หลวงชัยนาวาเป็นข้าราชการบำนาญ หลวงชัยนาวาเจ็บป่วยก็ไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

นางศรีอุทัย ปวนะฤทธิ์ บุตรเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และเป็นผู้จัดการศพหลวงชัยนาวา โจทก์ไม่รู้จักจำเลยและมารดาจำเลยโจทก์ทราบในภายหลังที่ให้บุตรไปขอตรวจหลักฐานที่อำเภอปากช่องว่าหลวงชัยนาวายกที่ดินพิพาทให้จำเลยจำเลยนำสืบว่าหลวงชัยนาวากับนางมาลี พลอยศุภผล มารดาจำเลยรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน โจทก์บวชชีแล้วหลวงชัยนาวาได้มาพักอาศัยอยู่บ้านมารดาจำเลยเป็นเวลาประมาณ 10 ปีจนกระทั่งถึงแก่กรรม หลวงชัยนาวายกที่ดินพิพาทให้จำเลยเป็นการตอบแทนที่จำเลยกับมารดาได้อุปการะปรนนิบัติหลวงชัยนาวามาตลอดพิเคราะห์แล้ว ได้ความว่าหลวงชัยนาวาเป็นข้าราชการบำนาญได้รับบำนาญเดือนละ 2,123 บาท จำเลยและนางมาลีมารดาจำเลยเบิกความว่าก่อนหลวงชัยนาวาถึงแก่กรรมได้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 10 ครั้งเป็นคนไข้พิเศษ

จำเลยและมารดาไม่ได้ออกค่าใช้จ่าย แสดงว่าหลวงชัยนาวามีฐานะการเงินดีไม่จำต้องได้รับความอุปการะจากจำเลย การที่หลวงชัยนาวาออกจากบ้านเดิมไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยและมารดานั้น ตามฎีกาของจำเลยก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าเพราะหลวงชัยนาวาไปมีความสัมพันธ์กับมารดาจำเลยทางชู้สาว ซึ่งนางมาลีมารดาของจำเลยก็เบิกความว่าหลวงชัยนาวาตั้งใจยกที่พิพาทให้นางมาลี แต่บิดานางมาลีเป็นบุคคลต่างด้าว จึงให้จำเลยรับโอนแทน และได้ความจากนายสนิท วงศ์ถ้วยทอง พยานจำเลยว่า หลวงชัยนาวาโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยเพราะมารดาจำเลยเป็นภริยาหลวงชัยนาวา หาใช่เป็นการตอบแทนบุญคุณที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหลวงชัยนาวายามชราและเจ็บป่วยดังที่จำเลยอ้างไม่ ปรากฏจากคำเบิกความของนางศรีอุทัย

ปานะฤทธิ์พยานโจทก์ว่า ที่ดินสินสมรสแปลงอื่น ๆ โจทก์กับหลวงชัยนาวาได้โอนขายไปก่อนแล้ว เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2513 ถึง 2514 นำเงินไปสร้างโบสถ์หมด ไม่ปรากฏว่าโจทก์และหลวงชัยนาวามีทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่นอีก ขณะที่หลวงชัยนาวาเอาที่ดินพิพาทยกให้จำเลย จำเลยไม่ได้เป็นญาติกับโจทก์หรือหลวงชัยนาวา ดังนี้เห็นว่าการที่หลวงชัยนาวาเอาที่พิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และหลวงชัยนาวาไปทำนิติกรรมยกให้จำเลยทั้งหมดถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ที่ได้ตรวจชำระใหม่เมื่อปราศจากความยินยอมของโจทก์ นิติกรรมการให้จึงไม่สมบูรณ์ โจทก์ย่อมขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม บรรลือสินธุ์ · ประสม ศรีเจริญ · กิติ บูรพรรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2566 (เลขอ้างอิง 697943)

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันเป็นการอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7639/2560

จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยซื้อที่ดินพิพาทจาก อ. ก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แต่ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในขณะนั้น ภายหลังเมื่อจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว อ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6926/2560

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตร รวมทั้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำหนัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7789/2560

แม้จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงเอง และปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์ แต่เป็นการได้ทรัพย์สินมาในระหว่างสมรส ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เงินสินส่วนตัวไปซื้อที่ดินดังกล่าวมา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้