Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2908/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะที่โจทก์แต่งตั้งให้ ป.เป็นทนายความเข้าว่าต่างคดีให้โจทก์ในศาลชั้นต้นและลงชื่อในอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลนั้นป.เป็นผู้ที่ขาดจากการเป็นทนายความและต้องห้ามมิให้ว่าความในศาลหรือแต่งคำฟ้อง คำให้การ คำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา ฯลฯตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 44(3) และมาตรา 33มาแต่แรก แม้ต่อมาภายหลัง ป. จะได้จดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความตลอดชีพก็ตาม แต่ขณะที่ว่าต่างคดีให้โจทก์นั้นป. ได้ขาดจากการเป็นทนายความ ย่อมไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตั้งแต่วันที่ ป. รับแต่งตั้งจากโจทก์ให้เป็นทนายว่าต่างมา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคแรก และมาตรา 62ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247และปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 27 ป.วิ.พ. มาตรา 62 ป.วิ.พ. มาตรา 243 พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 มาตรา 33 พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 มาตรา 44 ป.วิ.พ. มาตรา 247 พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 44

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทรวม 6 แปลง โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยได้รับมรดกจากบิดามารดา ต่อมาจำเลยได้บุกรุกเข้าไปไถนาและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายนวล คำนึง บิดาโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาท โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ให้ขับไล่จำเลยและบริวารจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของบิดาโจทก์ จำเลยและทายาทอื่นรวม 6 คน โดยนายบุญมี คำนึง พี่ชายคนแรกมอบให้โจทก์ครอบครองไว้แทนทายาท เมื่อปี 2520 นายบุญมีมอบให้โจทก์ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่โจทก์ได้ฉ้อฉลโดยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

สำหรับที่ดินพิพาททุกแปลงเป็นชื่อของนายสีดา คำนึง สามีโจทก์เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายนวล คำนึง ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดขอให้ยกฟ้องสำนวนหลังโจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษากำจัดจำเลยมิให้ได้รับมรดกของนายนวล คำนึง ให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 8, 19, 130, 136,1566 และ 1572 กับให้ไปดำเนินการโอนหรือเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทุกฉบับจากชื่อนายสีดา คำนึงเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนวล คำนึง ผู้ตายจำเลยให้การว่า ภายหลังที่บิดามารดาถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลงโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนนายบุญมีมิได้ให้จำเลยครอบครองแทนทายาทหรือไปขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไว้แทนทายาทแต่อย่างใด ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสิทธิครอบครองของจำเลย ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของนายนวลอีกต่อไป

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกนางลำพันธ์หรือรำพรรณ คำนึงโจทก์ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่าโจทก์ ให้เรียกนายผัน คำนึงจำเลยในสำนวนแรก และโจทก์ในสำนวนหลังว่าจำเลยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ส่งมอบที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 8, 19, 130, 136,1566 และ 1572 ตำบลโนนคูณ (เดิมตำบลคอนกาม) อำเภอยางชุมน้อยจังหวัดศรีสะเกษ แก่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนวล คำนึงผู้ตาย โดยให้โจทก์ไปดำเนินการโอนหรือเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทุกฉบับจากชื่อนายสีดา คำนึง เป็นชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนวล คำนึง ผู้ตายภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กำจัดโจทก์มิให้ได้รับมรดกทั้งหมดของนายนวล คำนึงโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาจำเลยยื่นคำแก้ฎีกาและคำร้องมีข้อความทำนองเดียวกันว่าในช่วงปี 2533 ถึง 2534 นายประจญ เจริญพิทยา ทนายโจทก์ซึ่งลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์แทนโจทก์และเป็นผู้เรียงอุทธรณ์ในฐานะทนายโจทก์ได้ขาดต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีผลตามกฎหมายเท่ากับโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงฎีกาไม่ได้ ขอให้ศาลสอบถามคุณสมบัติของทนายโจทก์ในช่วงเวลาดังกล่าวจากผู้เกี่ยวข้อง แล้วมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฎีกา และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฎีกาโจทก์ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสอบถามผู้เกี่ยวข้องตามคำร้องของจำเลยแล้ว

ศาลชั้นต้นนัดสอบถามนายประจญ เจริญพิทยา ทนายโจทก์และนายสุรกิจ โรจนวรเกียรติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสภาทนายความจังหวัดศรีสะเกษ ในปี 2533 ถึงต้นปี 2535 ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สมควรวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยแก้ฎีกาและยื่นคำร้องว่า นายประจญ เจริญพิทยา ทนายความที่โจทก์แต่งตั้งให้ว่าต่างคดีได้ลงชื่อในอุทธรณ์โจทก์เป็นผู้อุทธรณ์และผู้เรียงไปในขณะที่ขาดต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความหรือไม่เสียก่อนในปัญหาดังกล่าว เห็นว่า ตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 19 ตุลาคม 2532ที่โจทก์แต่งให้นายประจญ เจริญพิทยา เป็นทนายความว่าต่างคดีทั้งสองสำนวนนี้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ในข้อความขอรับเป็นทนายความ

ปรากฏว่านายประจญ เจริญพิทยา ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความเมื่อปี 2529 ตามใบอนุญาตที่6676/2529 ซึ่งใบอนุญาตมีอายุใช้ได้เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันออกใบอนุญาต ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528มาตรา 39 วรรคแรก ฉะนั้นใบอนุญาตให้เป็นทนายความของนายประจญเจริญพิทยา จึงสิ้นอายุเมื่อปี 2531 และยังได้ความจากนายสุรกิจโรจนวรเกียรติ ประธานคณะอนุกรรมการสภาทนายความจังหวัดศรีสะเกษที่แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่9 พฤศจิกายน 2535 ว่า นายสุรกิจได้รับคำร้องขอต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความของนายประจญ เจริญพิทยา เมื่อปลายปี 2534จึงมอบหมายให้นายวันดี แซ่จึง ไปดำเนินการ แต่ปรากฏว่าสภาทนายความไม่รับการต่ออายุใบอนุญาตของนายประจญ

เจริญพิทยา เนื่องจากใบอนุญาตขาดช่วงไปไม่ติดต่อกันถึงปี 2535 ดังนั้น ขณะที่นายประจญ เจริญพิทยา เข้าว่าต่างคดีให้โจทก์ในศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2532 และลงชื่อในอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2533 นั้น นายประจญ เจริญพิทยาเป็นผู้ที่ขาดจากการเป็นทนายความ และต้องห้ามมิให้ว่าความในศาลหรือแต่งคำฟ้อง คำให้การคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา ฯลฯ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 44(3) และมาตรา 33ตามลำดับ มาแต่แรก แม้ต่อมานายประจญ เจริญพิทยา จะได้จดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความประเภทตลอดชีพเมื่อวันที่31 มกราคม 2535 ตามใบอนุญาตเลขที่ 102/2535 ดังที่นายประจญแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535ก็ตาม แต่ขณะที่นายประจญว่าต่างคดีให้โจทก์

นายประจญได้ขาดจากการเป็นทนายความแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2532 ที่นายประจญรับแต่งตั้งจากโจทก์ให้เป็นทนายว่าต่างมา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคแรกและมาตรา 62 ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ใหม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(2) ประกอบด้วยมาตรา 247 แม้จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาและคำร้องแต่เพียงว่านายประจญทนายโจทก์ซึ่งลงชื่อในอุทธรณ์เป็นผู้อุทธรณ์และผู้เรียงในขณะที่ขาดต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความ

อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบเท่านั้นก็ตาม แต่เมื่อปรากฏต่อศาลฎีกาว่านายประจญเป็นผู้ขาดต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความ จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณามาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้ว ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2532ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากวันที่ 18 ตุลาคม 2532จนเสร็จการพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสมอ อินทรศักดิ์ · บุญศรี กอบบุญ · สุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1049/2538

การที่ทนายจำเลยซึ่งขาดจากการเป็นทนายความอยู่ก่อนแล้วตามพระราชบัญญัติ ทนายความพ.ศ.2528มาตรา44(3)ทำการเป็นทนายความโดยเรียงคำให้การยื่นต่อศาลและดำเนินกระบวนพิจารณาว่าความอย่างทนายความในศาลชั้นต้นนั้นย่อม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2904/2537

ทนายความที่ขาดต่อใบอนุญาตย่อมขาดจากการเป็นทนายความไม่มีอำนาจลงชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์คำคู่ความที่ยื่นต่อศาลตลอดจนดำเนินคดีในศาล ถ้าฝ่าฝืนย่อมไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) ห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7069/2560

อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ที่ ป. ซึ่งถูกถอนออกจากการเป็นทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์และผู้เรียง/พิมพ์ โดยไม่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น ถือเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8689/2558

ตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของผู้ร้องโดยไม่ชอบเพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นลูกหนี้โจทก์ ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 มีชื่อและชื่อสกุลซ้ำกัน เจ้าพน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2556

เมื่อที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว อำนาจในการสั่งคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ย่อมเป็นของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครอ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้