คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกู้ยืมเงินโจทก์ไป 26,200,000 บาท จำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์ และได้นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาจำนองค้ำประกันหนี้ ต่อมาจำเลยได้ขอขึ้นเงินจำนองอีกสามครั้ง รวมเป็นเงินจำนองทั้งสิ้น 16,460,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วน คงค้างชำระเงินต้น 19,306,914.65 บาท และค้างชำระดอกเบี้ย 410,536.42 บาทจำเลยที่ 1 ที่ 2 ผิดนัด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วจำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองหากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองทั้งหมดออกขายทอดตลาดจำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า การทำสัญญากู้ สัญญาจำนองและการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นนิติกรรมอำพรางของสัญญา
โครงการจัดสรรที่ดินพร้อมบ้านขายของหมู่บ้านดีสมโชค ซึ่งโจทก์ตกลงรับโครงการนี้ โดยตกลงยินยอมให้จำเลยกู้เงินในวงเงินปี 2516 จำนวน 24,000,000 บาท แต่ขณะจะเริ่มก่อสร้างวัสดุมีราคาแพงขึ้น โจทก์ตกลงเพิ่มวงเงินกู้เป็น 40,000,000 บาท โดยไม่มีกำหนดเวลาใช้คืนเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาที่ดิน ก่อสร้างบ้าน อาคารพาณิชย์และการสาธารณูปโภคต่าง ๆบนที่ดิน 103 ไร่ของจำเลยทั้สาม และสัญญาอนุมัติวงเงินสำหรับลูกค้ากู้เงินเพื่อนำไปซื้อที่ดินและบ้านในโครงการอีกเป็นจำนวน 80,000,000 บาท โจทก์โดยตัวแทนโจทก์และผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์อันไม่ควรได้และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกระทำละเมิดและปฏิบัติผิดสัญญา กล่าวคือ จ่ายเงินให้จำเลยเพียง 22,940,000 บาทเป็นการผิดเงื่อนไข
ทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยอนุมัติให้ผู้ซื้อหรือผู้เช่าซื้อกู้ร้อยละห้าสิบ ทำให้ส่วนที่เหลือเป็นภาระของจำเลย ซึ่งถ้าโจทก์ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นเงินยอดนี้ถือว่าจำเลยชำระให้โจทก์เรียบร้อยแล้วแต่โจทก์มิได้หักกลบลบหนี้ให้จำเลย จึงต้องรับผิดจ่ายเงินจำนวนนี้ให้จำเลย โจทก์ผิดสัญญาไม่ให้จำเลยกู้เงิน ทำให้จำเลยไม่สามารถดำเนินงานตามโครงการได้ทำให้ขาดผลกำไรไม่ต่ำกว่า 90,000,000 บาท จำเลยสร้างบ้านแบบต่าง ๆ จำนวนสามสิบหลังแต่แล้วเสร็จบริบูรณ์เพียงยี่สิบเอ็ดหลัง มีผู้ซื้อหรือผู้เช่าซื้อตกลงซื้อและพร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญา โดยได้ส่งหลักฐานการกู้เงินให้โจทก์เรียบร้อยแล้วทุกรายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2519 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาทำให้จำเลยขาดการชำระยอดเงินกู้ให้แก่โจทก์โดยความผิดของโจทก์คิดเป็นเงิน5,281,000 บาท
คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นที่จำเลยได้รับเป็นเงิน 120,716,873.96 บาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งทำนองเดียวกันกับฟ้องเดิม และให้การต่อสู้ว่าฟ้องแย้งเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 18,135,697.16 บาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลย และให้โจทก์ทำการไถ่ถอนจำนองตามฟ้องทั้งหมด เพราะจำเลยชำระหนี้หมดแล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวม 21,453,674.85 บาท พร้อมดอกเบี้ย เป็นการไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองทั้งหมดออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ได้ความว่าจำเลยทั้งสามมีที่ดินอยู่ที่ตำบลคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร (หมู่บ้านดีสมโชค) ประสงค์จะจัดสรรที่ดินและบ้านขายแก่บุคคลทั่วไป เมื่อวันที่ 24เมษายน 2516 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้เสนอโครงการจัดสรรที่ดินพร้อมบ้าน แผนที่ของที่ดินแผนผังที่ดินจัดสรร แผนที่ที่ดินหลังโฉนด
พร้อมแบบบ้านที่จะสร้างประมาณ 300 หลังไปยังโจทก์เพื่อพิจารณาโครงการและร่วมทำโครงการจัดสรรที่ดินพร้อมบ้านกับจำเลยพร้อมขออนุมัติเงินกู้ประมาณ 20-25 ล้านบาทเพื่อลงทุนตามโครงการขั้นแรก ตามเอกสารหมาย ล.38, ล.39 โจทก์พิจารณาโครงการของจำเลยแล้ว มีหนังสือลงวันที่ 22 สิงหาคม 2516 หมาย ล.132 ตอบอนุมัติในหลักการ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2516โจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ทำสัญญากันสองฉบับ ฉบับแรกเรียกว่า "สัญญากู้เงิน"ฉบับหลังเรียกว่า "สัญญาให้ผู้ซื้อกู้เงินไปซื้อที่ดินและบ้านตามโครงการดีสมโชค"สัญญากู้เงิน (หมาย จ.11) มีข้อความว่าข้อ 1. "ผู้กู้" (จำเลย) ได้ตกลงกู้เงิน "ผู้ให้กู้" (โจทก์) เป็นจำนวน 14,000,000 บาท(สิบสี่ล้านบาท)ข้อ 2.
เงินจำนวน 14 ล้านบาทนี้ "ผู้กู้" ยังมิได้รับไปจาก "ผู้ให้กู้" ไปทั้งหมดในวันทำสัญญานี้ เมื่อ "ผู้กู้" ได้รับเงินที่กู้ไปจาก "ผู้ให้กู้" เป็นจำนวนเท่าใดเมื่อใด "ผู้กู้"จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ "ผู้ให้กู้" ยึดถือไว้เป็นหลักฐาน ตั๋วสัญญาใช้เงินนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้ฉบับนี้ ในตั๋วสัญญาใช้เงินนี้ จะมีระบุไว้ชัดเจนว่า "ผู้กู้" ได้รับเงินที่กู้ไปจาก "ผู้ให้กู้" แล้วเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อใด และจะชำระคืนให้เสร็จสิ้นเมื่อใดข้อ 3. ในการทำตั๋วสัญญาใช้เงินตามข้อ 2 "ผู้กู้" จะทำตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระดอกเบี้ยให้ "ผู้ให้กู้" ยึดไว้เป็นหลักฐาน ตั๋วสัญญาใช้เงินตามข้อนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับนี้เช่นเดียวกันข้อ 4.
"ผู้กู้" ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ "ผู้ให้กู้" ในอัตราร้อยละ 14 ต่อปีนับจากวันกู้จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ โดยชำระดอกเบี้ยล่วงหน้าให้ 1 เดือน และในวันที่ 10 ของทุก ๆ เดือนต่อไปข้อ 5. "ผู้กู้" สัญญาว่า ถ้า "ผู้กู้" ย้ายตำบลที่อยู่จากภูมิลำเนาดังกล่าวข้างต้นตามสัญญานี้ "ผู้กู้" มีหน้าที่แจ้งให้ "ผู้ให้กู้" ทราบภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่า "ผู้กู้"ผิดสัญญาในสาระสำคัญ "ผู้ให้กู้" มีสิทธิเรียกร้องเงินกู้ทั้งหมดคืนโดยทันทีข้อ 6. เพื่อเป็นประกันหนี้รายนี้ "ผู้กู้" ได้นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามบัญชีต่อท้ายสัญญานี้มาจดทะเบียนจำนองให้ "ผู้ให้กู้" ไว้ สัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ข้อ 7.
ถ้า "ผู้กู้" ผิดสัญญาหรือข้อตกลงซึ่งได้ทำไว้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง "ผู้ให้กู้" มีสิทธิและอำนาจฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ "ผู้กู้" ชำระหนี้ตามสัญญานี้ และข้อตกลงตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ รวมตลอดถึงค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ซึ่ง"ผู้ให้กู้" ได้รับจากการผิดสัญญาและข้อตกลงของ "ผู้กู้" ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าส่วน "สัญญาให้ผู้ซื้อกู้เงินไปซื้อที่ดินและบ้านตามโครงการดีสมโชค"(เอกสารหมาย ล.40) มีข้อความว่าข้อ 1. "ผู้กู้" (จำเลย) ได้กู้เงิน "ผู้ให้กู้" (โจทก์) ไปตามสัญญากู้ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในการจัดสรรพัฒนาที่ดินและปลูกบ้านให้บุคคลทั่วไปซื้อหรือเช่าซื้อข้อ 2.
"ผู้กู้" สัญญาจะให้ "ผู้ให้กู้" มีหน้าที่ในการควบคุมดูแล อนุมัติโครงการแบบแปลน แผนผัง ในการจัดสรรพัฒนาที่ดินและการปลูกสร้างบ้านของ "ผู้กู้" ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งเสร็จสิ้นข้อ 3. ในการที่ "ผู้ให้กู้" ต้องมีภาระหน้าที่ตามข้อ 2 นี้ "ผู้กู้" ตกลงยินยอมจ่ายเงินค่าควบคุมดูแลและตรวจสอบบ้านที่ "ผู้กู้" สร้างขึ้นทุกหลัง หลังละ 700 บาทข้อ 4. "ผู้ให้กู้" สัญญาว่า ถ้าผู้ซื้อหรือเช่าซื้อที่ดินและบ้านของ "ผู้กู้" ไม่มีเงินพอหากผู้ซื้อหรือเช่าซื้อสามารถชำระเงินให้ "ผู้กู้" เป็นจำนวนร้อยละ 25 ของราคาที่ดินและบ้านที่ซื้อหรือเช่าซื้อแล้ว "ผู้ให้กู้" จะให้ผู้ซื้อหรือเช่าซื้อกู้เงินส่วนที่ยังขาดอยู่เพื่อไปชำระให้แก่
"ผู้กู้" โดยผู้ซื้อหรือเช่าซื้อจะต้องนำที่ดินและบ้านที่ซื้อหรือเช่าซื้อมาจดทะเบียนจำนองให้ "ผู้ให้กู้" ไว้เป็นหลักประกัน โดยเสียดอกเบี้ยให้ "ผู้ให้กู้"ในอัตราร้อยละไม่เกิน 13 ต่อปี และผู้ซื้อหรือเช่าซื้อจะผ่อนชำระเงินที่กู้ไปให้ "ผู้ให้กู้"เป็นรายเดือน โดยจะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 15 ปีในการที่ "ผู้ให้กู้" มีหน้าที่ต้องหาเงินมาให้ผู้ซื้อหรือเช่าซื้อกู้ดังกล่าวข้างบนนี้"ผู้กู้" ตกลงยินยอมให้ผลประโยชน์แก่ "ผู้ให้กู้" ในอัตราร้อยละ 2.5 ของราคาที่ดินและบ้านที่ผู้ซื้อหรือเช่าซื้อ ซื้อหรือเช่าซื้อเงินจำนวนร้อยละ 2.5 นี้ "ผู้กู้" จะต้องชำระให้ "ผู้ให้กู้" เสมอถึงแม้ผู้ซื้อหรือเช่าซื้อจะไม่ได้กู้เงินจาก
"ผู้ให้กู้" ทั้งนี้ก็เพราะ "ผู้ให้กู้" จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาเงินมาเตรียมพร้อมไว้ให้ผู้ซื้อหรือเช่าซื้อกู้อยู่ตลอดเวลาข้อ 5. สัญญาฉบับนี้ให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้ลงวันที่ 12 กรกฎาคมพ.ศ. 2516ข้อ 6. ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาแม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องศาลเพื่อบังคับตามสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทุกอย่างที่พึงจะได้รับจากการผิดสัญญานั้นด้วยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์อีกห้าครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2518 โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี รวมเงินกู้ทั้งหกครั้งเป็นเงิน 26,200,000 บาท
วิธีลดหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2ออกให้โจทก์ กระทำโดยให้ผู้ซื้อหรือเช่าซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยกู้เงินโจทก์ตามสัญญาหมาย ล.40 ข้อ 4 เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปทำการลดหนี้ และผู้ซื้อหรือเช่าซื้อต้องนำที่ดินและบ้านที่ซื้อหรือเช่าซื้อไปจำนองไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาให้ผู้ซื้อหรือเช่าซื้อกู้เงินโจทก์ไปซื้อที่ดินและบ้านตามโครงการดีสมโชคหมาย ล.40 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงิน และข้อความในสัญญาแต่ละฉบับนี้มีผลผูกพันบังคับกันได้ ดังนั้น การตีความเจตนาของคู่สัญญาจึงต้องแปลจากสัญญาทั้งสองฉบับรวมกัน ไม่ใช่ยกเอาเฉพาะข้อความตอนใดตอนหนึ่งหรือสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่งมาแปล จึงไม่ใช่นิติกรรมอำพรางดังจำเลยอ้างเพราะสัญญาดังกล่าวสามารถค้นหาเจตนาของคู่สัญญาได้จากข้อความในสัญญาทั้งสองฉบับนั้นเองมิได้มีนิติกรรมใดถูกอำพรางไว้ และก็ไม่ใช่สัญญากู้เงินโดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียวดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์
เพราะการชำระหนี้หรือลดหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีสัญญาหมาย ล.40 ข้อ 4 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยยิ่งกว่านั้นสัญญาหมาย ล.40 นี้ยังให้สิทธิโจทก์เข้าควบคุมดูแลอนุมัติโครงการแบบแปลน แผนผังในการจัดสรรพัฒนาที่ดินและปลูกสร้างบ้านของหมู่บ้านดีสมโชคตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งเสร็จสิ้น โดยจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าควบคุมดูแลและตรวจสอบบ้านที่จำเลยสร้างขึ้นทุกหลัง หลังละ 700 บาท ทั้งการที่โจทก์มีหน้าที่ต้องหาเงินมาให้ผู้ซื้อหรือเช่าซื้อกู้ร้อยละเจ็ดสิบห้าของราคาที่ดินและบ้านนั้น จำเลยจะต้องให้ผลประโยชน์แก่โจทก์ร้อยละ 2.5 ของราคาที่ดินและบ้านไม่ว่าผู้ซื้อหรือเช่าซื้อจะกู้เงินโจทก์หรือไม่ ด้วยเหตุนี้สัญญาหมาย จ.11 และ ล.40 จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนกันเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ธรรมดา
คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างมีสิทธิและหน้าที่จะต้องปฏิบัติตอบแทนซึ่งกันและกันตามข้อความที่ระบุไว้ในสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์กับจำเลยได้นำสัญญาหมาย ล.40 ข้อ 4 ไปใช้เป็นวิธีลดหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยออกให้โจทก์ตามสัญญากู้เงินทุกฉบับ สัญญาหมาย ล.40นี้จึงมีผลใช้บังคับแก่สัญญากู้เงินทุกฉบับด้วยศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2516 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม2518 โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ทยอยทำสัญญากู้เงินโจทก์เป็นงวด ๆ รวมหกงวดเป็นเงิน 26,200,000 บาท อันเป็นจำนวนที่สูงกว่าเงินที่จำเลยขอกู้ในการเสนอโครงการครั้งแรก จึงแสดงชัดว่าโจทก์กับจำเลยได้ตกลงเปลี่ยนแปลงวงเงินที่โจทก์จะให้จำเลยและผู้ซื้อที่ดินกับบ้านกู้เงินโจทก์เพิ่มมากขึ้น และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้มีหนังสือ (ต้นฉบับ)ยืนยันถึงข้อตกลงนี้ไปถึงโจทก์จริง
นอกจากนี้จำเลยยังมีนายพิศิษฐ์ผู้จัดการโครงการของบริษัทโจทก์ และนายอนุพงศ์ผู้ร่างหนังสือฉบับนี้มาเบิกความสนับสนุนคำของจำเลยทั้งสามอีก ทั้งคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ก็มิได้ให้การปฏิเสธในเรื่องนี้คงต่อสู้เพียงว่าเป็นคำให้การ (ฟ้องแย้ง) ที่เคลือบคลุมเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2516 โจทก์กับจำเลยได้ตกลงเพิ่มวงเงินให้จำเลยกู้เป็น40,000,000 บาท และผู้ซื้อที่ดินและบ้านกู้เป็น 80,000,000 บาท เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวไปบางส่วนโดยให้จำเลยกู้เพิ่มจากวงเงิน 25,000,000 บาทไป1,200,000 บาทแล้วเท่ากับเป็นการยืนยันตามข้อตกลงนั้น ข้อตกลงนี้จึงผูกพันโจทก์โจทก์จะปฏิเสธไม่ให้จำเลยและผู้ซื้อที่ดินกับบ้านกู้เงินถึงจำนวนดังกล่าวไม่ได้เป็นการผิดสัญญาคดีนี้ศาลชั้นต้นนำเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องหักจากจำนวนเงินค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อต่างฝ่ายต่างมีวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินที่จะต้องชำระซึ่งกันและกัน ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้หักกลบลบหนี้กันได้ เพราะเป็นการสะดวกในการบังคับคดี และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามไว้ ผลแห่งคดีจึงเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาโดยกำหนดเป็นค่าทนายความรวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) แทนจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามฎีกาอย่างคนอนาถา จึงให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาต่อศาลชั้นต้นในนามของจำเลยทั้งสาม