คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ ๑,๐๖๕,๗๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๙๑,๔๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาประการต่อไปว่า โจทก์ได้เช็คพิพาทมาโดยการสลักหลัง เมื่อบริษัทฐานการตลาด จำกัด ไม่มีสภาพนิติบุคคลก็เท่ากับว่าตัวกรรมการบริษัทคือนายธีระ และนายสมศักดิ์ ได้ขายลดเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัวและได้สลักหลังเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัวด้วย โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยการสลักหลัง ไม่ขาดสาย จำเลยทั้งสามในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๐ นั้น เห็นว่า เช็คพิพาทเป็น เช็คขีดคร่อมเฉพาะระบุสั่งจ่ายเงินให้แก่บริษัทฐานการตลาด จำกัด มิใช่เช็คผู้ถือ ดังนั้น บริษัทฐานการตลาด จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทรงเท่านั้นที่จะทำสัญญาขายลดและสลักหลังโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ได้
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาขายลดเช็ค กระทำขึ้นหลังจากที่บริษัทการตลาด จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการ ชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๗๐ วรรคสอง อันถือได้ว่าบริษัทฐานการตลาด จำกัด ได้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว สัญญาขายลดเช็คดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ทั้งการที่นายธีระและนายสมศักดิ์ลงลายมือชื่อสลักหลังและประทับตราบริษัทการตลาด จำกัด ในเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ ก็เป็นการสลักหลังโอนโดยปราศจากอำนาจ ย่อมเป็น อันใช้ไม่ได้เลยตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๐๘ โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับเช็คพิพาทมาโดยการสลักหลังที่ขาดสาย โจทก์ย่อม ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๔, ๙๐๕ จำเลยทั้งสามในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงไม่ต้องรับผิด ต่อโจทก์? ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน