Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 29426)

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เข้าครอบครองที่พิพาทโดยทางราชการจัดสรรให้ตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 30 และได้รับใบจองแล้ว แม้จำเลยจะได้ยึดถือครอบครองที่พิพาทอยู่ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยก็ไม่มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน และพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ.2497 มาตรา 5 ให้ถือว่าจำเลยมีเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินนั้นแล้ว สิทธิของจำเลยหากจะดีกว่าผู้อื่นทั่วๆไป ก็หาอาจใช้ยันโจทก์ผู้ได้รับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยชอบแล้วไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่พิพาทได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 1334 ป.พ.พ. มาตรา 1367 ป.ที่ดิน มาตรา 30 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้ง 4 สำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณคนละ 13 ถึง 15 ไร่ โดยได้รับจากการจัดสรรของทางราชการให้เป็นที่ทำกิน และได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว จำเลยได้บุกรุกที่ของโจทก์ทุกแปลงเดิมที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณะ นายอุยสามีจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วกับจำเลยที่ 2 ได้บุกรุกเข้าครอบครอง พนักงานเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ออกไปก็ไม่ปฏิบัติตามจึงถูกฟ้องศาล และศาลพิพากษาว่านายอุยและจำเลยที่ 2 บุกรุกที่สาธารณะ มีความผิดโจทก์เข้าทำกินในที่พิพาทไม่ได้เพราะจำเลยขัดขวาง โจทก์อาจหาประโยชน์หรือให้ผู้อื่นเช่าที่พิพาทได้เดือนละไม่น้อยกว่า 100 บาท ขอให้ศาลบังคับขับไล่จำเลยและบริวารห้ามมิให้เกี่ยวข้องขัดขวางสิทธิของโจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 1 และนายอุยกับจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันบุกเบิกที่ดินมีเนื้อที่ 80 ไร่เศษ ได้เข้าทำกินโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาไม่เคยละทิ้ง โจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องโต้แย้ง จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครอง แม้เมื่อจำเลยที่ 2 กับนายอุยถูกฟ้องฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานแล้วก็ตามจำเลยทั้งสองกับนายอุยก็ยังคงครอบครองทำกินในที่ดินดังกล่าวแล้วตลอดมา ยังหาขาดสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินไม่ โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลย หนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะโจทก์ไม่เคยเข้ายึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทเลย แม้ทางราชการจะได้จัดสรรที่ดินให้แก่โจทก์ ก็หาทำให้โจทก์เกิดมีสิทธิครอบครองหรือสิทธิใด ๆ ในที่พิพาทไม่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการครอบครองประเด็นเดียวและสั่งให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทโจทก์ยังไม่ได้ครอบครองที่พิพาท และเห็นว่าระหว่างราษฎรด้วยกันจำเลยมีสิทธิดีกว่าโจทก์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้ง 4 สำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตสั่งให้จัดสรรประกาศจับสลากให้แก่ราษฎรจำเลยที่ 2 กับนายอุยได้ครอบครองที่พิพาทอยู่ก่อนการจัดสรรแต่ไม่ได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลา และไม่ได้รับการผ่อนผันให้แจ้งในภายหลัง ถือว่าจำเลยที่ 2 และนายอุยเจตนาสละสิทธิครอบครองที่พิพาทแล้ว รัฐมีอำนาจจัดที่พิพาทได้ โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้ได้รับใบจองจากทางราชการ แล้วต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์อีก โจทก์ได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 30 แล้ว โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทโดยรัฐจัดให้มีใบจองเข้าครอบครองย่อมมีสิทธิดีกว่าจำเลย การที่จำเลยละเมิดสิทธิครอบครองโจทก์นั้น ฟังได้ว่าโจทก์เสียหายพิพากษากลับให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้ง 4 สำนวนฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทุกคนได้รับใบจองจากอำเภอและได้เข้าครอบครองที่พิพาทแล้ว ในปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้เข้าครอบครองที่พิพาทซึ่งทางราชการจัดสรรให้พวกโจทก์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 30 แล้ว โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ เพราะโจทก์ได้รับและเข้าถือสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 30 แล้ว แม้ว่าจำเลยจะได้ยึดถือครอบครองที่พิพาทอยู่แล้วก็ตาม สิทธิของจำเลยเช่นนั้น แม้หากจะดีกว่าผู้อื่นทั่ว ๆ ไปก็ตาม แต่ก็หาอาจใช้ยันโจทก์ผู้ได้รับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยชอบแล้วได้ไม่ แม้จำเลยจะได้ยึดถือครอบครองที่พิพาทอยู่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว แต่ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ได้บัญญัติให้ถือว่าจำเลยได้มีเจตนาสละสิทธิครอบครองแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ฯลฯ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ จามรมาน · เฉลิม กรพุกกะณะ · พิสัณห์ ลีตเวทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 107570)

โจทก์เข้าครอบครองที่พิพาทโดยทางราชการจัดสรรให้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 30 และได้รับใบจองแล้วแม้จำเลยจะได้ยึดถือครอบครองที่พิพาทอยู่ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยก็ไม่มีสิทธิครอบครองตามประมวล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1770/2548

แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งแสดงว่าขณะแจ้งการครอบครองที่ดินนั้น ผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งเท่านั้น ส่วนความจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครองนั้น จะต้องพิจารณาจากพยานหลั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8113/2546

ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 12 วรรคสาม คำว่า "สิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน" นั้น เมื่อพิจารณาจาก พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติรับรองถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4524/2536

ประกาศพระบรมราชโองการตามเอกสารหมาย ล.1 ที่มีข้อความว่า"ประกาศขนานนามเปลี่ยนนามตำบลบางกรา แขวงจังหวัดเพชรบุรี มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่าในที่หลวงซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2517

ที่พิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าปากคลองบางพระฯ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.2492 ซึ่งต่อมาได้กลายสภาพมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 36 ก่อนที่จะออกพ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้