Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2955/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาแบ่งส่วนกำไรจากการให้บริการดาวน์โหลดเสียงเพลงริงโทนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระส่วนแบ่งกำไรโดยอ้างว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงในหนังสือดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยทั้งหกฟ้องแย้งโดยบรรยายฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ให้สร้างพัฒนาออกแบบ ควบคุมดูแลบริหารจัดการ และทำการตลาดข้อมูลดิจิตอล ข้อมูลทางธุรกิจลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาของโจทก์และบริษัทในเครือผ่านสื่อมัลติมีเดีย ตามสัญญาจ้างพัฒนาธุรกิจ แล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญาพัฒนาธุรกิจดังกล่าว ขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เมื่อสัญญาพัฒนาธุรกิจที่จำเลยทั้งหกอ้างมีเนื้อหาเป็นคนละส่วนกับสัญญาแบ่งส่วนกำไรที่โจทก์ฟ้อง แม้ว่าสัญญาแบ่งส่วนกำไรจะมีที่มาจากสัญญาพัฒนาธุรกิจ แต่สาระสำคัญของเนื้อหาแตกต่างเป็นคนละเรื่องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกจึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ชอบที่จำเลยทั้งหกจะฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งหกชำระเงิน 2,448,009.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุดนับแต่วันผิดสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดกำไรและรายได้ในธุรกิจของโจทก์

จำเลยทั้งหกให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินค่าจ้างในการบริหารจัดการตามสัญญาจ้างพัฒนาธุรกิจรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 15,231,706.80 บาท เมื่อนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์ฟ้องแล้ว โจทก์ต้องชำระเงินส่วนที่เหลือ 12,783,697.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,231,706.80 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงินค่าส่วนแบ่งรายได้ตามฟ้องแย้ง 12,783,697.51 บาท แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 21 กันยายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดและค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลยทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,448,009.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,287,859.15 บาท นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหก คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งแก่จำเลยทั้งหก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า ฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาแบ่งส่วนกำไรจากการให้บริการดาวน์โหลดเสียงเพลงริงโทนผ่านโทรศัพท์มือถือในโครงการ EZ Partner และมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระส่วนแบ่งกำไรเป็นเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,448,009.29 บาท โดยอ้างว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงในหนังสือดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยทั้งหกฟ้องแย้งโดยบรรยายฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 สร้างพัฒนาออกแบบ ควบคุมดูแลบริหารจัดการและทำการตลาดข้อมูลดิจิตอล ข้อมูลทางธุรกิจลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาของโจทก์และบริษัทในเครือผ่านสื่อมัลติมีเดียตามสัญญาจ้างพัฒนาธุรกิจ แล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญาพัฒนาธุรกิจดังกล่าว

ขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าจ้าง เป็นเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 15,231,706.80 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เห็นว่า สัญญาพัฒนาธุรกิจที่จำเลยทั้งหกอ้างว่าทำขึ้นในวันที่ 7 มิถุนายน 2547 มีเนื้อหาเป็นคนละส่วนกับสัญญาแบ่งส่วนกำไรฯ ที่ทำขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ที่โจทก์ฟ้อง แม้ว่าจะมีที่มาจากตามที่จำเลยทั้งหกฎีกาก็ตาม แต่สาระสำคัญของเนื้อหาแตกต่างเป็นคนละเรื่องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกจึงเป็นคนละเรื่องกับฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ชอบที่จำเลยทั้งหกจะฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และที่จำเลยทั้งหกฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยนั้น เห็นว่า

แม้โจทก์มิได้ให้การแก้ฟ้องแย้งในส่วนนี้ก็ตาม แต่ปัญหาว่า ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาและพิพากษาเป็นกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์อุทธรณ์ประเด็นนี้ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยได้ ฎีกาของจำเลยทั้งหกทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งหกฎีกาขอให้รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกไว้พิจารณาแม้จะฎีกาขอให้จำเลยทั้งหกชนะคดีตามฟ้องแย้งมาด้วยในฉบับเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับฟ้องแย้งนั้นชอบแล้ว โดยมิได้ก้าวล่วงวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องแย้ง ฎีกาของจำเลยทั้งหกจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท และคดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้ตามฟ้องโจทก์แล้วหักกลบกับจำนวนหนี้ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งซึ่งมีจำนวนมากกว่า โดยพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ส่วนที่เหลือแก่จำเลยที่ 1 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ในหนี้ตามฟ้องเดิม

จำเลยทั้งหกไม่อุทธรณ์ ทั้งมิได้แก้อุทธรณ์ในประเด็นหนี้ตามฟ้องเดิมไว้ หนี้ตามฟ้องเดิมจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ที่จำเลยทั้งหกเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องแย้งอย่างคดีมีทุนทรัพย์ และเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมมาด้วย จึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่รับฟ้องแย้งและให้คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นแก่จำเลยทั้งหกโดยมิได้มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 265,420 บาท แก่จำเลยทั้งหกและคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 199,800 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สิริรัตน์ จันทรา · สมยศ เข็มทอง · สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายมนูภาน ยศธแสนย์
ศาลอุทธรณ์ - นายบุญชัย กริชชาญชัย
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.166/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ3154/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ2921/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้