Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2956/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กองทับบกโจทก์เป็นนิติบุคคลมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้แทนมีอำนาจบังคับบัญชาและรับผิดชอบจึงเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา75หรือที่แก้ไขใหม่มาตรา70การที่กองบัญชาการควบคุมกองพลทหารราบที่4ส่วนราชการของโจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทราบข้อเท็จจริงและมีการรายงานเหตุการเสียชีวิตของนายทหารชั้นสัญญาบัตรให้โจทก์ทราบตลอดจนมีการทำบันทึกเรื่องค่าเสียหายจะถือว่าโจทก์ทราบไม่ได้กรณีต้องถือว่าโจทก์เพิ่งทราบเหตุและตัวผู้ต้องรับผิดเมื่อผู้บัญชาการทหารบกได้ทราบรายงานและลงนามอนุมัติให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่28ธันวาคม2531โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่30สิงหาคม2532ยังไม่พ้นกำหนด1ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา448ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ การที่โจทก์ซื้อรถมาโดยได้รับยกเว้นภาษีอากรนั้นราคาที่โจทก์ซื้อย่อมมิใช่ราคาที่แท้จริงในท้องตลาดเพราะราคาในท้องตลาดต้องเป็นราคาที่รวมค่าภาษีอากรเข้าด้วยแล้วดังนี้ราคารถที่จะให้ชดใช้ต้องถือตามราคาปกติในท้องตลาดอันเป็นมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สิน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์จิ๊ปซูซูกิ ราคา660,000 บาท เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2531 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความเร็วสูง และอยู่ในอาการเมาสุรา เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกคันหนึ่งขับอยู่ข้างหน้าและขณะเดียวกันได้มีรถโจทก์ซึ่งมีพันโทสมโภชขับไปใช้ในราชการของโจทก์แล่นมาตามถนนดังกล่าวสวนทางกับรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับอยู่ ซึ่งในภาวะเช่นนั้นจำเลยที่ 1จะต้องใช้ความระมัดระวังโดยชะลอความเร็วของรถลง แต่จำเลยที่ 1ยังคงขับรถด้วยความเร็วสูง รถที่จำเลยที่ 1 ขับจึงพุ่งเข้าชนท้ายรถยนต์บรรทุกดังกล่าว แล้วพุ่งชนรถของโจทก์อย่างแรงที่ด้านหน้าข้างขวาทำให้รถของโจทก์พังยับเยินไม่สามารถซ่อมได้

คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 660,000 บาท และยังเป็นเหตุให้พ้นโทษสมโภชถึงแก่ความตายและร้อยโทสมชายซึ่งนั่งไปด้วยได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ที่จำเลยที่ 1ขับไปทำละเมิดดังกล่าวต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน660,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์เพิ่งทราบเหตุละเมิดและทราบตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2531 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน660,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิดเพราะมูลคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2531 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2532 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปีแล้ว

จำเลยที่ 1 นำรถของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกไปขับโดยพลการมิได้กระทำไปในทางการที่จ้างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด รถของโจทก์มีสภาพเก่าใช้งานมานานแล้วมีราคาไม่เกิน50,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 125,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (30 สิงหาคม 2532) จนกว่าชำระเสร็จโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3ว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้แทน มีอำนาจบังคับบัญชาและรับผิดชอบ

ดังนี้ผู้บัญชาการทหารบกจึงมีฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลและเป็นผู้แสดงเจตนาอันเป็นความประสงค์ของนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 75 หรือที่แก้ไขใหม่ มาตรา 70 การรับทราบเหตุและตัวผู้ต้องรับผิดจะต้องให้ผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้รับทราบและสั่งการการที่กองบัญชาการควบคุม กองพลทหารราบที่ 4 อันเป็นส่วนราชการของโจทก์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทราบข้อเท็จจริงแล้วรายงานตามลำดับชั้นจนถึงพลเอกพิจิตรในฐานะผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ทำการแทนผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้ลงนามอนุมัติตามที่เสนอให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามตามบันทึกคำสั่งอนุมัติเอกสารหมาย จ.8 โดยลงนามอนุมัติเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2531กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์เพิ่มทราบเหตุและตัวผู้ต้องรับผิดในวันที่28 ธันวาคม 2531

โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2532ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448ฟ้องจึงยังไม่ขาดอายุความ การรายงานเหตุการเสียชีวิตของนายทหารชั้นสัญญาบัตรให้โจทก์ทราบภายใน 24 ชั่วโมง และต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2531 ได้มีการทำบันทึกเรื่องค่าเสียหายมิใช่เป็นการรับทราบเหตุโดยผู้แทนผู้มีอำนาจทำการแทนของโจทก์ ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทราบเหตุและตัวผู้รับผิดตามข้อฎีกาของจำเลยปัญหาต่อไปเกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหาย ได้ความว่า โจทก์ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุมาใช้ในราชการโดยไม่ต้องเสียภาษีอากรในราคา138,800 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดราคารถเป็นเงิน 660,000 บาทศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ซื้อรถมาโดยได้รับยกเว้นภาษีอากรนั้นราคาที่โจทก์ซื้อย่อมมิใช่ราคาที่แท้จริงในท้องตลาด เพราะราคาในท้องตลาดนั้นจะต้องเป็นราคาที่รวมค่าภาษีอากรเข้าด้วยแล้ว ดังนี้ราคารถที่จะใช้ชดใช้ต้องถือตามราคาปกติในท้องตลาด อันเป็นมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สิน การถือเอาจำนวนเงินที่โจทก์ชำระไปในการได้รถมาเพื่อคำนวณราคารถจะทำให้มูลค่าของทรัพย์สินผิดไปพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดตั้งแต่วันฟ้อง(30 สิงหาคม 2532) จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อรุณ น้าประเสริฐ · จเร อำนวยวัฒนา · อุดม มั่งมีดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1398/2537

จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้ร่วมเป็นอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินในที่ดินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทาน จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องไปดูบริเวณที่ดินและตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรเพื่อทราบจำนวนที่แท้จริงที่ต้องจ่ายค่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11315/2553

จำเลยนำคำว่า "โต๊ะกัง" ซึ่งเป็นชื่อนิติบุคคลโจทก์ที่ 1 และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองไปจดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลจำเลยตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 และยังคงใช้ชื่อดังกล่าวต่อเนื่อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8414/2552

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงประเด็นเดียวเรื่องอายุความ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ แม้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านประเด็นพิพาทข้ออื่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2545

คำฟ้องในส่วนเกี่ยวกับความเสียหายบรรยายว่าจำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจำนวนสองครั้ง แต่ละครั้งคิดเป็นพื้นที่เท่าใดและปริมาตรเท่าใด รวมทั้งปริมาตรหินที่จำเลยทั้งสองเอาไปเป็นจำนว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2541

มีการปล่อยสินเชื่อจำนวน 28 ราย โดยไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของธนาคารโจทก์ การให้สินเชื่อทั้ง 28 ราย ไม่เคยนำเข้าคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อ คณะกรรมการสะสางหนี้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ต่างก็เป็นกรรมการผู้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้