Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ผู้รับจ้างฟ้องเรียกเงินตามสัญญาก่อสร้างต่อเติมอาคารจากจำเลยเป็น 2 คดี คดีแรกโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 5ตามสัญญาก่อสร้างต่อเติมอาคาร เอกสารหมาย จ.4 และงานงวดที่ 2ตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมรายการก่อสร้างเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งจำเลยมิได้ชำระให้โจทก์ เป็นการโต้เถียงความรับผิดตามสัญญาและผลงานในงวดดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ผิดสัญญาในงวดที่ 5 ตามเอกสารหมาย จ.4 และงวดที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.5 แต่คดีนี้โจทก์ได้ฟ้องเรียกเงินค่าก่อสร้างงานงวดที่ 6 ตามเอกสารหมาย จ.4 และงานงวดที่ 3ตามเอกสารหมาย จ.5 กับเงินที่จำเลยหักไว้ร้อยละสิบของเงินค่างวดเป็นการโต้เถียงความรับผิดตามสัญญาและผลงานคนละงวดคนละตอนกันทั้งเงินร้อยละสิบของค่างวดที่จำเลยหักไว้ โจทก์จะได้รับคืนหรือไม่เมื่อได้เลิกทำงานกันไปก่อนที่งานจะเสร็จเรียบร้อย เป็นความรับผิดหลังจากเลิกสัญญาแล้วจึงเป็นการแบ่งแยกความรับผิดเป็นส่วน ๆต่างหากจากกัน เมื่อมีการผิดนัดหรือมีความรับผิดในส่วนใด โจทก์ย่อมฟ้องส่วนที่จำเลยรับผิดได้ทันที และฟ้องในส่วนที่จะต้องรับผิดใหม่ได้อีกต่างหาก การฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีมิใช่เป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน อันจะเป็นการต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างต่อเติมอาคารแอมบาสซาเดอร์คอร์ท เป็นเงินค่าจ้าง 5,500,000 บาทกับตามสัญญาเพิ่มเติมค่าจ้าง 1,100,000 บาท และงานเพิ่มเติมนอกเหนือสัญญาเพิ่มเติม ค่าจ้าง 300,000 บาท โจทก์ลงมือทำงานให้จำเลยตามสัญญาตลอดมาและได้รับค่าจ้างทำของงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4ไปเรียบร้อยแล้ว โจทก์ทำการก่อสร้างต่อจนเสร็จ งานงวดที่ 5ตามสัญญาเดิมและงานงวดที่ 2 ตามสัญญาเพิ่มเติม กับได้ทำงานเก็บเพื่อความเรียบร้อยตามการทำงานในงวดที่ 6 ตามสัญญาเดิมและงวดที่ 3ตามสัญญาเพิ่มเติมไปเกือบเสร็จงาน คงเหลืองานค้างประมาณร้อยละห้าเท่านั้น โจทก์ทำหนังสือขอเบิกเงินงวดที่ 5 ตามสัญญาเดิมและขอเบิกเงินงวดที่ 2 ตามสัญญาเพิ่มเติม แต่จำเลยเพิกเฉย

โจทก์จึงได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีที่ศาลชั้นต้น ตามคดีหมายเลขดำที่ 6551/2527คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ขณะที่โจทก์ดำเนินการเก็บงานเพื่อความเรียบร้อยของงานงวดที่ 6 ตามสัญญาเดิม งานงวดที่ 3 ตามสัญญาเพิ่มเติมและทำงานเพิ่มเติมนอกเหนือสัญญาอยู่นั้น โจทก์ได้ทวงถามเงินค่างานงวดที่ 5 ตามสัญญาเดิม และงวดที่ 2 ตามสัญญาเพิ่มเติมจากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉยเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงหยุดทำงานกับเรียกค่าเสียหายและค่าจ้างทำของซึ่งโจทก์ได้ทำงานเสร็จไปร้อยละเก้าสิบห้ารวมเป็นเงิน 1,852,500 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเท่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี เป็น 277,875 บาท และจำเลยต้องคืนเงินที่หักเก็บไว้ร้อยละสิบจากเงินค่างวด

รวม 495,000 บาท รวมจำเลยต้องชำระหนี้ให้โจทก์ 2,625,375 บาท ขอศาลบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,625,375 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงิน 2,347,500 บาท นับจากวันฟ้องจำเลยให้การว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 6551/2527 เป็นเรื่องเดียวกันกับคดีนี้และยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ โจทก์ไม่สามารถก่อสร้างงานให้เสร็จภายในกำหนดสัญญาจึงได้ทิ้งงานไป ส่วนที่โจทก์ทำการก่อสร้างไปแล้วก็ยังบกพร่องใช้การไม่ได้ โจทก์จะต้องถูกจำเลยปรับเป็นจำนวนมาก ซึ่งจำเลยฟ้องแย้งในคดีหมายเลขดำที่ 6551/2527ไว้แล้ว จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์เพิ่มเติมงานจำนวน 300,000 บาทแต่เป็นงานที่โจทก์ต้องทำตามสัญญาเดิม

โจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้าง ดอกเบี้ยและเงินที่หักเก็บไว้ร้อยละสิบคืน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน1,155,000 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2526 จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างต่อเติมอาคารแอมบาสเดอร์คอร์ท ซอยหลังสวน ถนนเพลินจิต เป็นเงิน5,500,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จ 150 วัน แบ่งการชำระเงินเป็น 6 งวด โดยเฉพาะงวดที่ 6 จำนวนเงิน 1,100,000 บาท จะจ่ายเมื่อโจทก์ได้ดำเนินการตกแต่งทั้งหมดตามสัญญาเป็นที่เรียบร้อย และได้รับการตรวจรับงานจากผู้ว่าจ้างและสถาปนิกแล้วตามเอกสารหมาย จ.4ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2527 โจทก์จำเลยได้บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมรายการก่อสร้างเป็นเงิน 1,100,000 บาท โจทก์จะต้องก่อสร้างตามสัญญาเดิมและสัญญาเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในวันที่1 มีนาคม 2527 แบ่งการชำระเงินออกเป็น 3 งวด โดยเฉพาะงวดที่ 3จำนวนเงิน 550,000 บาท ตามเอกสารหมาย

จ.5 งานงวดที่ 6 ตามสัญญาเดิมและงานงวดที่ 3 ตามสัญญาเพิ่มเติมจะส่งมอบงานพร้อมกันในวันสิ้นสุดสัญญาคือวันที่ 1 มีนาคม 2527 โจทก์ได้ทำงานให้จำเลยตามสัญญาและได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 4 ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินค่าจ้างงวดที่ 5 ตามสัญญาเดิมและงวดที่ 2 ตามสัญญาเพิ่มเติมจำเลยไม่จ่ายให้โจทก์ โจทก์ฟ้องต่อศาลตามคดีหมายเลขดำที่ 6551/2527ของศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และในการจ่ายเงินค่าจ้างจำเลยหักเงินไว้ร้อยละ 10 ของเงินค่าจ้างทุกงวด ซึ่งจำเลยจะจ่ายคืนให้โจทก์ในงวดที่ 6 เงินจำนวนนี้โจทก์ฟ้องมาว่าจำนวน 495,000 บาทจำเลยมิได้โต้แย้งเรื่องจำนวน แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเป็นเงิน 330,000 บาท

โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงรับฟังเป็นยุติได้เป็นจำนวน 330,000 บาท นอกจากนี้ยังรับฟังได้ต่อไปว่าได้มีการเลิกสัญญากันแล้วปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) หรือไม่จำเลยฎีกาว่า คดีหมายเลขดำที่ 6551/2527 ของศาลชั้นต้นที่ฟ้องก่อนคดีนี้ เป็นสัญญาเดียวกันกับคดีนี้ โจทก์เลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.12 ในคดีนี้ ก็เป็นการบอกเลิกสัญญาในคดีหมายเลขดำที่ 6551/2527 ของศาลชั้นต้นเช่นเดียวกัน โจทก์สามารถยื่นฟ้องได้พร้อมกันนั้น เห็นว่า เอกสารหมาย จ.12 ลงวันที่ 20 เมษายน 2527ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์เลิกสัญญา ในเอกสารดังกล่าวไม่มีข้อความว่าเลิกสัญญากันแต่ประการใด

เพียงแต่เป็นหนังสือที่โจทก์มีถึงจำเลยขอให้จ่ายเงินค่าก่อสร้างในงวดที่ 5 ตามสัญญาเดิมและงานงวดที่ 2ตามสัญญาเพิ่มเติม หากไม่จ่ายภายใน 7 วัน ถือว่าจำเลยผิดสัญญาและจะดำเนินคดีทันที ทั้งจำเลยให้การในคดีนี้ว่าโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญากับจำเลย นอกจากนี้ในเอกสารหมาย ล.35 ศาลไปตรวจอาคารที่พิพาทในวันที่ 3 ธันวาคม 2527 ในคดีหมายเลขดำที่ 6551/2527ของศาลชั้นต้น ได้บันทึกว่าโจทก์จะทำงานให้จำเลยให้เสร็จเรียบร้อยแสดงให้เห็นว่าในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 6551/2527ของศาลชั้นต้น ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญากัน ส่วนในคดีนี้ เมื่อพิพาทกันในประเด็นเรื่องเลิกสัญญา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของคู่สัญญาที่โจทก์หยุดทำงานแล้วจำเลยเลิกสัญญาและว่าจ้างผู้อื่นทำงานต่อจนเสร็จเรียบร้อย เป็นการเลิกสัญญากันแล้ว

จำเลยมิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติรับฟังได้ว่ามีการเลิกสัญญากันแล้วข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงตามที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าเลิกสัญญากันตามเอกสารหมาย จ.12 ลงวันที่ 20 เมษายน 2527 ส่วนการฟ้องคดีของโจทก์จะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1)ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องแล้ว คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นในการฟ้องเรียกเงินตามสัญญาก่อสร้างต่อเติมอาคารแอมบาสซาเดอร์คอร์ท โจทก์ฟ้องจำเลย 2 คดี คดีหมายเลขดำที่ 6551/2527 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 5 ตามเอกสารหมาย จ.4 และงานงวดที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.5ซึ่งจำเลยมิได้ชำระให้โจทก์ เป็นการโต้เถียงความรับผิดตามสัญญาและผลงานในงวดดังกล่าว ซึ่งได้เกิดขึ้นในขณะที่ผิดสัญญาในงวดที่ 5ตามเอกสารหมาย

จ.4 และงวดที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.5 แต่คดีนี้โจทก์ได้ฟ้องเรียกเงินค่าก่อสร้างงานงวดที่ 6 ตามเอกสารหมาย จ.4และงานงวดที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.5 กับเงินที่จำเลยหักไว้ร้อยละสิบของเงินค่างวด เป็นการโต้เถียงความรับผิดตามสัญญาและผลงานคนละงวดคนละตอนกัน ทั้งเงินร้อยละสิบแห่งค่างวดที่จำเลยหักไว้โจทก์จะได้รับคืนหรือไม่ เมื่อได้เลิกทำงานกันไปก่อนที่งานจะเสร็จเรียบร้อย ซึ่งเป็นความรับผิดหลังจากเลิกสัญญาแล้ว จึงเป็นการแบ่งแยกความรับผิดเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกัน เมื่อมีการผิดนัดหรือความรับผิดในส่วนใด โจทก์ย่อมฟ้องส่วนที่จำเลยรับผิดได้ทันทีและฟ้องในส่วนที่จะต้องรับผิดใหม่ได้อีกต่างหาก การฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดี มิใช่เป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน อันจะเป็นการต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนคำพิพากษาฎีกาที่ 1803/2512 ระหว่าง สำนักนายกรัฐมนตรี กับพวก โจทก์นายประยงค์ เปรมานนท์ จำเลย ที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · ประยูร มูลศาสตร์ · ไพศาล รางชางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2629/2567

คำฟ้องหรือคำร้องขอใดจะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) นั้นคู่ความในคดีแรกและคดีหลังต้องมีฐานะเป็นโจทก์ แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเคยยื่นคำคัดค้านโดยขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1460/2567

คำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากตนเองต้องแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) นั้น ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรีย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2565 (เลขอ้างอิง 689123)

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน และเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องทั้งสองสำนวนก็เป็นจำนวนเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องสำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2565

ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินเฉพาะส่วน โดยแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วน พร้อมกับขอให้กันส่วนที่ดินเฉพาะส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากที่ดินก่อนมีการขายทอดตลาด แม้ตามคำร้องจะใช้คำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 496/2563

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัท ศ. หลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกค้าและทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัท ศ. ว่าบริษัท ศ. มีนโยบายสมนาคุณให้แก่ลูกค้าพิเศษ มีโครงการรับฝากเงินแบบออมทรัพย์พิเศษจากลูกค้า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้