Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 297/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พยานนั่งไปในกระบะท้าย รถยนต์ ขนาดหกล้อซึ่งแล่นไปตามถนนลูกรังด้วยความเร็วเกือบ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีฝุ่นฟุ้ง กระจายเต็มท้ายรถที่แล่นไป คนร้ายขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถที่พยานนั่ง ดังนี้ โอกาสที่พยานจะมองฝ่า ละอองฝุ่นที่ฟุ้ง กระจายเต็มท้ายรถที่ตนนั่งไปถึงขนาดเห็นหน้าคนร้ายชัดเจนนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ ยิ่ง เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ประกอบกับมีช่วงเวลาเพียง 5 นาที ความเป็นไปไม่ได้ก็ยิ่ง มีมากขึ้นไปอีกจึงไม่น่าเชื่อว่าพยานจะจำคนร้ายได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289,83, 80, 340, 340 ตรี, 309, 310, 295 และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 25,400 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 289(6) ประกอบมาตรา 80, 295, 310 วรรคแรก, 340วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14, 15 ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานปล้นทรัพย์ ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น

ลงโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ให้จำเลยที่ 1คืนนาฬิกาหรือใช้ราคา (น่าจะหมายถึงราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน)เบิกความของนายถาวร บัวสด ได้ความว่า คนร้ายขับขี่ขึ้นหน้ารถยนต์ของนายสุชาติบ้าง ตามหลังบ้าง ดังนี้ในช่วงที่คนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นหน้ารถยนต์ของนายสุชาติ นายถาวร บัวสด จะไม่มีโอกาสเห็นหน้าของคนร้ายได้เลย จะมีโอกาสเห็นได้ก็ตอนที่ขับขี่ตามหลังเท่านั้น ช่วงที่คนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังจะรับฟังว่าจำคนร้ายได้หรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุตอนนี้ได้ความตามคำของนายสุชาติว่ารถยนต์ของนายสุชาติเป็นรถหกล้อ ตามคำของนายถาวร

บัวสด ก็ว่า ถนนที่คนร้ายขับรถยนต์ของนายสุชาติไปนั้นเป็นถนนลูกรัง คนร้ายขับรถยนต์ด้วยความเร็วเกือบ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีฝุ่นเต็ม การที่รถยนต์ขนาดหกล้อซึ่งนับว่าเป็นรถใหญ่แล่นไปตามถนนลูกรังด้วยความเร็วเกือบ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเช่นนี้ เป็นที่เห็นได้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องมีฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มท้ายรถที่แล่นไป ซึ่งนายถาวร บัวสด ก็เบิกความรับว่ามีฝุ่นเต็มในสภาพเช่นนี้โอกาสที่คนในรถคันหลังจะมองเห็นรถคันหน้าหรือคนในรถคันหน้าจะมองเห็นรถคันหลังได้ให้เป็นที่ชัดเจนนั้น ย่อมไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ แม้กระทั่งการที่จะมองรถยังไม่อาจเห็นได้โดยชัดเจนเช่นนี้แล้ว โอกาสที่คนที่นั่งในรถคันหน้าจะมองฝ่าละอองฝุ่นที่ฟุ้งกระจายเต็มท้ายรถที่ตนนั่งไปถึงขนาดที่จำหน้าคนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังมาได้นั้น

ยิ่งเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเช่นนายถาวร บัวสด กับจำเลยที่ 1 ด้วยแล้ว ความเป็นไปไม่ได้ก็ยิ่งมีมากขึ้นไปอีก ทั้งช่วงเวลาตอนนี้ก็มีเพียง 5 นาทีเท่านั้นศาลฎีกาจึงไม่อาจจะเชื่อได้ว่านายถาวร บัวสด จะจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยที่ 1 นอกจากนี้คำเบิกความของนายถาวร บัวสด ยังมีข้อพิรุธเกี่ยวกับเรื่องการจดจำคนร้ายอีกหลายประการคือ นายถาวร บัวสดเบิกความว่า เห็นหน้าและจำคนร้ายได้ 2 คน คือคนร้ายที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่าคอนคอตตามหลังมาขณะที่คนร้ายขับรถพานายสุชาติและนายถาวร บัวสด หนีไป ส่วนคนร้ายอีกคนหนึ่งคือคนร้ายที่พาไปมัดไว้บนถ้ำ แต่ในชั้นสอบสวนนายถาวร บัวสด ให้การว่าจำคนร้ายได้ 3 คน และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับคนร้ายมาได้ 4 คนนายถาวร

บัวสด ก็ชี้ตัวว่าเป็นคนร้ายทั้ง 4 คน นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนนายถาวร บัวสด ให้การว่า คนร้ายที่จำได้แม่นยำที่สุดและจำได้เป็นอย่างดีคือคนร้ายที่มีอายุประมาณ 40 ปี แต่อายุของจำเลยที่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 มีอายุมากที่สุดคือมีอายุ 31 ปี ซึ่งแตกต่างกับที่นายถาวร บัวสด ประมาณไว้ในคำให้การชั้นสอบสวนเกือบ 10 ปี ถ้าเห็นชัดเจนจริงก็ไม่น่าจะประมาณผิดความจริงถึงขนาดนี้ นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาถึงคำพยานที่เป็นพยานแวดล้อมกรณีอันมีคำของร้อยตำรวจโทสุวัฒน์ แตงคูหาผู้จับกุมจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการสืบสวนหาตัวคนร้าย ได้ความตามคำของร้อยตำรวจโทสุวัฒน์ตอนหนึ่งว่า จากการสืบสวนทราบว่ามีพ่อค้ารับซื้อยางพาราซึ่งอยู่ตำบลบางรูป

อำเภอทุ่งใหญ่ ไม่พอใจที่นายสุชาติมาซื้อยางพารา พ่อค้านั้นจึงได้ทำการวางแผนปล้นทรัพย์นายสุชาติ และได้ความจากคำของพยานโจทก์ปากนี้อีกตอนหนึ่งว่าหลังเกิดเหตุหนึ่งวันในตอนค่ำมีชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่คนร้ายถูกยิงตายมาบอกที่ฐานปฏิบัติการว่า คนร้ายคือจำเลยที่ 1ด้วย โดยชาวบ้านบอกว่าเห็นขณะที่คนร้ายพาผู้เสียหายลงจากรถแต่โจทก์ก็มิได้นำชาวบ้านที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ตามคำของร้อยตำรวจโทสุวัฒน์มาเบิกความ ทั้งเมื่อเปรียบเทียบข้อเท็จจริงที่ร้อยตำรวจโทสุวัฒน์อ้างว่าได้จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ก็แตกต่างกับคำของนายถาวร บัวสด เพราะตามคำของนายถาวร บัวสดได้ความว่า คนร้ายที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามรถยนต์ของนายสุชาติที่คนร้ายขับพานายสุชาติไปซึ่งอ้างว่าเป็นจำเลยที่ 1 นั้น

ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามไปห่างจากที่จอดรถประมาณ 2 กิโลเมตรจึงหลบหายไปตามคำเบิกความของนายถาวร บัวสด ดังนี้ ไม่มีคนร้ายที่อ้างว่าเป็นจำเลยที่ 1 พานายสุชาติลงจากรถด้วย นอกจากนั้นตามบันทึกการจับกุมก็ระบุเป็นการชัดเจนว่า จับกุมโดยนายถาวร บัวสด เป็นผู้ชี้และยืนยันให้จับกุม ทั้ง ๆ ที่คำเบิกความของนายถาวร บัวสดมิได้เบิกความถึงเลยว่าเป็นผู้ชี้ให้ทำการจับกุม คงเบิกความว่าหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมคนร้ายได้ 4 คน แล้วได้ตามให้ไปดูและชี้ตัวคนร้าย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจับกุมคนร้ายนั้นจะได้มาจากพยานหลักฐานในเบื้องต้นอย่างไร หรือได้จากการสืบสวนหรือมีพยานรู้เห็นเป็นเบื้องต้นว่าคนร้ายเป็นใครก็ยังฟังเอาเป็นความจริงที่แน่นอนไม่ได้

เช่นนี้ พยานโจทก์ที่มีก็แต่คำของนายถาวรบัวสด ปากเดียวที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้าย แต่ก็ขัดแย้งด้วยเหตุผลในการที่จะให้เชื่อว่าจำได้จริง ดังที่กล่าวไว้ในคำวินิจฉัยข้างต้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายรายนี้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงพยานจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นส่วนฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10546/2558

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8642/2553

ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความในตอนแรกระบุว่าคนร้ายคือจำเลยและ จ. ซึ่งเป็นคนรู้จักกันมาก่อนเพราะมีบ้านอยู่ใกล้กับบ้านพักของผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายชี้ยืนยันบุคคลตามภาพถ่ายที่เจ้าพนักงานตำรวจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2553

เครื่องจับเท็จเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำผลการตอบคำถามของจำเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการแล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจำเลยพูดจริงหรือเท็จ มีลักษณะเป็นเพียงความเห็นในทางวิชาการ ย่อมไม่อาจนำม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4135/2552

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยแต่ละกระทงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพียง 13 กระทง ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5253/2549

คดีนี้โจทก์มิได้อ้างและนำสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความทั้ง ๆ ที่สายลับรู้เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกับสิบตำรวจเอก ส. แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้มีประจักษ์พยานในคดีเพียงปากเดียว ย่อมเป็นการนำสืบพยานเดี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้