คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเหมืองฝายแล้วไม่ให้น้ำแก่ราษฎรใกล้เคียงเหมืองฝายเพียงพอ ทำให้ราษฎรขาดแคลนน้ำที่จะใช้สำหรับทำนา คณะกรรมการจังหวัดจึงมีคำสั่งให้แก้ไขทำนบ จำเลยขัดขืน โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ควบคุมเหมืองฝาย ม.๘-๙-๑๖-๒๙
จำเลยให้การว่า ถ้าปฏิบัติตามคำสั่งนั้นแล้วจะเป็นการเสียหายแก่จำเลย ๆ จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามอ้างมาตรา ๙
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อจำเลยรับในข้อเท็จจริงเช่นนี้ ก็ไม่จำต้องสืบพะยานต่อไป พิพากษาให้ปรับจำเลยตาม ม.๒๙
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดียังไม่ได้ความเป็นข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพะยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าตาม พ.ร.บ.ควบคุมเหมืองฝาย ม.๙-๑๖ ถ้าปรากฎว่าจำเลยไม่ปล่อยน้ำให้ผู้ที่มีที่ดินอยู่ริมหรือใกล้เหมืองฝายตามที่บังคับไว้ใน ม.๙ คณะกรรมการจังหวัดก็มีอำนาจที่จะสั่งบังคับจำเลยตามที่ ม.๑๖ ให้อำนาจไว้ ถ้าจำเลยมิได้ฝ่าฝืน ม.๙ คณะกรรมการจังหวัดก็หามีอำนาจที่จะสั่งจำเลยได้ไม่ ปัญหาจึงมีว่าจำเลยได้งดเว้นมิได้ปฏิบัติตาม ม.๙ หรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในสำนวนไม่พอที่จะวินิจฉัยคดีได้ สมควรให้โอกาศคู่ความสืบพะยานหลักฐานแล้วพิจาณาพิพากษาใหม่ ตามรูปความ
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณื