คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขับไล่
จำเลยให้การว่าได้ตกลงต่ออายุสัญญาเช่ากันด้วยวาจาออกไปอีก ๓ ปี แม้สัญญาเช่าครบกำหนดแล้ว จำเลยยังอยู่ ทั้งโจทก์เก็บค่าเช่าจากจำเลยตามเดิมขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบว่า เมื่อสิ้นกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าแล้ว สัญญาเช่าย่อมระงับ โจทก์จะไม่ต่อสัญญาเช่าให้จำเลยต่อไป ให้จำเลยออกจากตึกพิพาท ครั้นสัญญาเช่าครบกำหนดแล้ว จำเลยยังครอบครองตึกพิพาทอยู่ โจทก์จึงได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกจากตึกพิพาท และมอบตึกพิพาทคืนให้โจทก์ เห็นได้ชัดว่า แม้จำเลยจะยังคงครอบครองตึกพิพาทอยู่ โจทก์ก็ได้บอกกล่าวแล้วว่าไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเช่าให้ต่อไป ให้จำเลยออกจากตึกพิพาทถึงสองครั้งดังนี้ จะถือว่าโจทก์มิได้ทักท้วงและจะถือว่าสัญญาเช่าเป็นอันได้ทำกันต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ หาได้ไม่ ต้องถือว่าสัญญาเช่าระงับไปแล้ว ปัญหามีต่อไปว่า การที่โจทก์ไปเก็บค่าเช่ามาอีก ๓ เดือนนั้น จะถือได้หรือไม่ว่าโจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยใหม่แล้ว
ศาลฎีกาเห็นว่า หนังสือบอกกล่าวของโจทก์ฟังดังกล่าวข้างต้นทั้งสองฉบับ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะทำสัญญาให้จำเลยเช่าตึกพิพาทต่อไปแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์ไปเก็บค่าเช่าจากจำเลย จึงมิใช่เป็นการทำสัญญาเช่ากันใหม่ เป็นเรื่องโจทก์กระทำเพื่อบรรเทาความเสียหายซึ่งโจทก์ได้รับอยู่เท่านั้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน